
ศพไร้ญาติ...เสียงเรียกจากความตาย
ฟังเสียง
ความยาว 5:57 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมชื่อต้นครับ อายุยี่สิบปลายๆ ตอนนั้นผมทำงานพิเศษเป็นคนดูแลศาลาบำเพ็ญกุศลที่วัดป่าสักงาม จังหวัดพะเยา เป็นวัดเก่าแก่กลางทุ่งนา บรรยากาศเงียบสงบดีครับ ยิ่งช่วงกลางคืนนี่วังเวงจับใจ ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเท่าไหร่ นอกจากช่วงที่มีงานศพจริงๆ
เหตุการณ์ที่ผมจะเล่าให้ฟังนี้เกิดขึ้นเมื่อราวๆ สามปีที่แล้วครับ ประมาณช่วงปลายเดือนพฤษภาคม อากาศกำลังร้อนชื้นอบอ้าว วันนั้นเป็นคืนวันอังคาร ผมจำได้แม่น เพราะเป็นวันที่ทางโรงพยาบาลพะเยาได้นำศพไร้ญาติมาฝากไว้ที่วัด ปกติทางวัดก็รับดูแลนะครับ ถ้าไม่มีใครติดต่อญาติได้จริงๆ ก็จะช่วยจัดงานให้ตามสมควร
ศพที่นำมาส่งเป็นชายสูงอายุคนหนึ่งครับ ผอมโซ ผมหงอกกระเซิง ใบหน้าซูบตอบจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ คาดว่าเสียชีวิตตามลำพังมาหลายวันแล้ว ไม่มีเอกสารติดตัว ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีแม้กระทั่งชื่อ ตอนที่เจ้าหน้าที่วัดรับมอบจากรถของมูลนิธิ ผมยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ความรู้สึกแรกคือสงสารจับใจครับ ชีวิตคนเรานี่มันเปราะบางจริงๆ นะครับ ศพถูกนำไปเก็บไว้ในห้องเย็นเล็กๆ ด้านหลังศาลา ซึ่งปกติแล้วแทบไม่ค่อยได้ใช้ ห้องนั้นติดกับห้องเก็บของเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้สำหรับงานศพที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
คืนนั้นหลังเสร็จสิ้นพิธีสวดอภิธรรมศพของคุณยายอีกท่านหนึ่ง ผมก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบๆ ศาลา ไฟในศาลาถูกปิดลงทีละดวง เหลือเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟนีออนเก่าๆ ที่หน้าห้องเก็บศพ เสียงจิ้งหรีดเรไรรอบวัดดังระงมไปทั่ว ยิ่งทำให้ความเงียบยิ่งทวีคูณ ผมจัดการล็อกประตูศาลาทั้งหมด ก่อนจะเดินไปที่ห้องพักเล็กๆ ของผมซึ่งอยู่ด้านข้างของศาลา กะว่าจะอาบน้ำแล้วเข้านอน
แต่แล้ว...ขณะที่กำลังจะไขกุญแจห้องพัก ผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากทางด้านหลังศาลา เสียงนั้นมันเบามากครับ เหมือนเสียงถอนหายใจแผ่วๆ หรืออาจจะเป็นเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่าง ผมพยายามคิดในแง่ดี แต่ในใจมันก็แอบรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะปกติแล้ว บริเวณนั้นมันเงียบสนิท ไม่มีอะไรให้เสียงดังได้ ผมจึงตัดสินใจเดินกลับไปดู
เมื่อไปถึงบริเวณด้านหลังศาลา ความเงียบกลับเข้ามาแทนที่ครับ ผมลองยืนฟังอยู่พักใหญ่ ก็ไม่มีเสียงอะไรอีกนอกจากเสียงจิ้งหรีดที่ยังคงร้องระงม ผมส่องไฟฉายไปรอบๆ เห็นแต่ความมืดกับเงาตะคุ่มๆ ของต้นไม้ใหญ่ ผมคิดว่าตัวเองคงหูฝาดไปเอง จึงเดินกลับมาที่ห้องพักอีกครั้ง
แต่คราวนี้...ขณะที่ผมกำลังจะเปิดประตูห้องพัก เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งครับ! คราวนี้มันชัดกว่าเดิม ไม่ใช่เสียงลมแน่นอน! มันเป็นเสียงเหมือนคนกำลังกระแอมไอเบาๆ แล้วตามด้วยเสียงเหมือนคนกำลัง...ขยับตัว? เสียงนั้นมาจากห้องเก็บศพไร้ญาติ!
ใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นมาทันที (หายใจหอบ) ขนแขนผมลุกซู่ไปหมด ผมพยายามรวบรวมสติ บอกตัวเองว่า "เป็นไปไม่ได้หรอก! ศพมันจะขยับได้ยังไง" แต่ความกลัวมันบีบรัดหัวใจจนแทบหยุดหายใจ ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ พยายามฟังอย่างตั้งใจอีกครั้ง
ความเงียบกลับมาเยือนอีกหน...แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ มันเป็นความเงียบที่กดดัน เย็นยะเยือก จนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจตัวเองที่ถี่กระชั้น ผมตัดสินใจที่จะไม่สนใจมันแล้วครับ เดินเข้าห้องพักไปซะ พรุ่งนี้ค่อยไปบอกหลวงตาเรื่องนี้ แต่ทันใดนั้นเอง!
"ต้น... ต้น..."
เสียงเรียก! เสียงเรียกชื่อผม! มันดังขึ้นแผ่วๆ แต่ชัดเจนมากครับ! เสียงแหบแห้ง เหมือนคนแก่ที่ลำคอแห้งผาก มันมาจาก...มาจากห้องเก็บศพ! (เสียงสั่น)
ขาผมก้าวไม่ออกครับ ตัวแข็งทื่อไปหมด มือที่กำลูกกุญแจอยู่สั่นระริก ผมหันขวับไปมองที่ห้องเก็บศพอีกครั้ง แสงไฟนีออนสลัวๆ ยังคงส่องอยู่ตรงนั้น ประตูห้องเย็นยังคงปิดสนิท แต่ผมสาบานได้! ผมได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองจริงๆ!
"ผะ...ผะ...ผม..." ผมพยายามจะพูด แต่เสียงมันติดอยู่ในลำคอ
ทันใดนั้น! เสียงที่คล้ายกับการเคาะไม้ก็ดังขึ้นมาสองครั้ง "ก๊อกๆ!" มันไม่ใช่เสียงเคาะประตูไม้ธรรมดา แต่มันเป็นเสียงที่ดังมาจาก...ข้างในห้องเย็น! เหมือนมีใครบางคนกำลังเคาะจากด้านใน!
ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียง! (เสียงกรีดร้อง!) ไม่รู้ว่าวิ่งไปถึงห้องพักได้ยังไง จำได้แค่ว่ากระโดดพรวดเข้าไปในห้อง ล็อกกลอนประตูแน่นหนา แล้วทิ้งตัวลงกับพื้น หอบหายใจอย่างแรง หัวใจเต้นรัวเหมือนจะหลุดออกมาจากอก ผมนั่งตัวสั่นอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งฟ้าสาง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปมองหน้าต่าง
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมรีบไปหาหลวงตา เล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง หลวงตาท่านฟังอย่างสงบ ก่อนจะถอนหายใจแล้วบอกว่า "อาตมาเคยบอกแล้วว่าคนตายแล้วก็ยังต้องการความสงบ" ท่านไม่ได้ว่าอะไรผมนะครับ แต่หลังจากนั้นไม่นาน หลวงตาก็ให้คนไปนิมนต์พระมาสวดบังสุกุลและฌาปนกิจศพไร้ญาติท่านนั้นในวันถัดมาทันที
ผมไม่ได้กลับไปทำงานที่ศาลาบำเพ็ญกุศลในตอนกลางคืนอีกเลยครับ ความกลัวในคืนนั้นมันฝังลึกอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ และทุกครั้งที่ผมผ่านไปทางห้องเก็บศพ ผมก็ยังคงได้ยินเสียงแผ่วๆ นั้น...เสียงเรียกชื่อผม...และบางครั้ง...ก็เหมือนจะมีใครบางคนกำลังเคาะเรียกผมจากด้านใน...เหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง...แต่ผมก็ไม่เคยกล้าพอที่จะกลับไปฟังมันอีกเลยครับ
ผมพยายามหลีกเลี่ยงการเดินผ่านห้องนั้นในยามวิกาล และพยายามไม่คิดถึงมันอีก แต่เหมือนเสียงเรียกนั้นมันได้ฝังรากลึกอยู่ในโสตประสาทของผมไปแล้ว บางครั้ง ในวันที่ฝนพรำ หรือในคืนที่ลมหนาวพัดโชย ผมก็ยังรู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบแผ่ว