
ติวหนังสือกับเพื่อนเก่า
ฟังเสียง
ความยาว 13:05 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมชื่อนนท์ เป็นนักศึกษาปีสาม คณะวิศวะฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชีวิตช่วงใกล้สอบปลายภาคมันก็วนเวียนอยู่แต่กับตำราเรียน สไลด์อาจารย์ และกาแฟดำ แต่ปีนี้มันมีอะไรที่แปลกไปกว่าทุกปี
เรื่องมันเริ่มเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อากาศขอนแก่นร้อนตับแตก แต่ความกังวลเรื่องเกรดของผมนี่สิร้อนยิ่งกว่า ตอนนั้นผมกำลังเครียดจัดกับวิชา Thermodynamics ที่มันยากซับซ้อนเกินจะเข้าใจ ผมได้ยินข่าวลือมาว่ามีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยเก่งวิชานี้มาก ชื่อพี่เจตน์ แต่พี่แกหายหน้าไปนาน ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน หลายคนบอกว่าแกเครียดจนต้องซิ่ว บางคนก็ว่าแกอาจจะเสียไปแล้วด้วยซ้ำ ผมเองก็จำได้เลาๆ ว่าเคยได้ยินข่าวร้ายๆ เกี่ยวกับพี่แก แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะตอนนั้นผมยังอยู่ปีหนึ่ง
วันหนึ่ง ขณะที่ผมนั่งถอนหายใจอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก จู่ๆ ก็มีข้อความเด้งขึ้นมาในแชทส่วนตัวของ Facebook Messenger มันเป็นชื่อของ "เจตน์ พิศาล" ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กที่ผมเคยแอดไว้ตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยคุยกันเลย รูปโปรไฟล์ของแกเป็นรูปขาวดำเก่าๆ ดูหม่นหมอง ข้อความสั้นๆ ระบุว่า "เห็นนนท์โพสต์เรื่อง Thermo อยู่ พอจะช่วยติวให้ได้นะ ถ้าสนใจ"
ผมชะงักไปนิดหน่อย เพราะข่าวลือว่าพี่แกเสียไปแล้ว แต่ก็คิดว่าอาจจะเป็นเฟซเก่าที่คนอื่นมาเล่น หรืออาจจะเป็นพี่เจตน์ตัวจริงที่แค่หายหน้าไป ผมตัดสินใจตอบกลับไปอย่างไม่คิดอะไรมาก เพราะความ desperate มันบังตา "ครับพี่ ขอบคุณมากครับ! พี่พอจะสะดวกเมื่อไหร่ดีครับ"
พี่เจตน์ตอบกลับมาทันทีราวกับรออยู่ "เย็นนี้เลยไหม ประมาณสองทุ่ม ที่บ้านพี่ก็ได้ ซอยกัลปพฤกษ์ บ้านหลังสีฟ้าประตูเหล็ก"
ผมก็งงๆ ว่าทำไมต้องไปบ้านแก ไม่ใช่ร้านกาแฟหรือหอสมุด แต่ในใจตอนนั้นคืออะไรก็ได้ ขอแค่ได้ความรู้ ผมเลยตอบตกลงไปทันที
บ้านพี่เจตน์อยู่ในซอยกัลปพฤกษ์ ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ แต่เป็นโซนที่ค่อนข้างเงียบ สงบกว่าโซนหอพักนักศึกษาที่อึกทึกครึกโครม บ้านหลังสีฟ้าที่ว่าดูเก่ากว่าบ้านหลังอื่นๆ ประตูรั้วเหล็กขึ้นสนิมบางจุด มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นรกครึ้ม ดูเหมือนไม่มีคนอยู่มานานแล้ว
ผมกดกริ่งไปหลายครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับ ทว่าประตูรั้วกลับไม่ได้ล็อก ผมค่อยๆ แง้มประตูเข้าไป เดินตรงไปยังประตูไม้ของตัวบ้านที่เปิดอ้าอยู่เล็กน้อย
"พี่เจตน์ครับ!" ผมลองเรียก
ไม่มีเสียงตอบกลับ ผมตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้าน กลิ่นภายในบ้านค่อนข้างแปลก มันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นธรรมดา แต่มันเป็นกลิ่นเหมือนเศษกระดาษเก่าๆ ที่ชื้นแถมมีกลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ ผสมผสานกันอย่างประหลาด แสงไฟนีออนสีขาวหม่นที่ระเบียงทางเดินกระพริบเป็นครั้งคราว
ผมเดินตามเสียงของแอร์เก่าๆ ที่พัดลมดังครืดคราดเป็นจังหวะ และกลิ่นเฉพาะนั้นจนมาถึงห้องหนึ่ง มันเป็นห้องทำงานหรือห้องอ่านหนังสือ มีชั้นหนังสือเก่าๆ เต็มไปด้วยตำราเรียนวิศวะฯ กองพะเนินเทินทึก
ในห้องนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ ตัวผอมซีด ผมเผ้ายุ่งเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉย แววตาดูอ่อนล้าแต่ก็แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นแปลกๆ เขาใส่เสื้อยืดเก่าๆ กับกางเกงยีนส์ และสวมเสื้อคลุมกันหนาวแขนยาวสีเทา ทั้งที่ข้างนอกอากาศร้อนจัด
"นนท์ใช่ไหม มานั่งนี่สิ" พี่เจตน์เงยหน้าขึ้นมาพูด เสียงแหบพร่าเล็กน้อย แต่ฟังดูเป็นธรรมชาติ
ผมตกใจเล็กน้อยที่เขาไม่ตอบรับตอนแรก แต่ก็เดินไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ เขาเปิดตำราวิชา Thermodynamics กางออกตรงหน้าผม
ตลอดการติวคืนนั้น พี่เจตน์อธิบายทุกอย่างได้กระจ่างแจ้งอย่างเหลือเชื่อ เขาไม่ได้แค่สอน แต่เขาสอนราวกับคนที่ไม่เคยทำอะไรนอกจากศึกษาเรื่องนี้มาทั้งชีวิต ทุกสูตร ทุกทฤษฎี ถูกย่อยให้ผมเข้าใจได้ง่ายดาย แม้ท่าทางของพี่เจตน์จะดูนิ่งเฉย ไม่ค่อยกระพริบตา และไม่ค่อยพูดคุยเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเรียน แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณแกมากจริงๆ
ผมกลับหอตอนเกือบเที่ยงคืน หลังจากวันนั้น ผมก็ไปติวกับพี่เจตน์ที่บ้านหลังนั้นเกือบทุกคืน นนท์เริ่มรู้สึกว่าเกรดตัวเองดีขึ้นอย่างน่าตกใจ
แต่ความแปลกประหลาดมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย
คืนหนึ่ง ตอนที่กำลังแก้โจทย์ยากๆ อยู่ ผมสังเกตเห็นว่าที่ขมับซ้ายของพี่เจตน์มีรอยอะไรบางอย่างคล้ายรอยช้ำจางๆ เหมือนโดนกระแทก หรืออะไรสักอย่าง แต่ผมก็พยายามไม่ใส่ใจ คิดว่าคงเป็นเรื่องส่วนตัว
ในห้องติวนั้น นอกจากเสียงแอร์เก่าๆ กับเสียงพลิกหน้ากระดาษของพวกเราแล้ว มันมักจะมีเสียงแว่วๆ ของรถไฟจากสถานีขอนแก่นลอยมาแว่วๆ ตอนตีสองเป็นประจำ ผมเองก็เริ่มคุ้นชิน แต่บางคืน เสียงรถไฟมันก็เงียบหายไปดื้อๆ เหมือนมีอะไรดูดเสียงไปเสียหมด ทำให้ห้องเงียบกริบจนน่าอึดอัด
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเผลอหลับไปตอนดึกๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมาก็เห็นพี่เจตน์นั่งจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กของผมอยู่ ผมก็ตกใจเล็กน้อย แต่แกก็บอกว่า "ลองดูสิ ฉันแก้บั๊กโปรแกรมให้แล้ว มันน่าจะรันได้" พอผมเช็กดู โปรเจกต์วิชาคอมพิวเตอร์ที่ผมติดอยู่ก็รันได้เฉยเลย ทั้งที่ผมพยายามแก้มาเป็นอาทิตย์
อีกเรื่องคือกลิ่น มันไม่ใช่แค่กลิ่นกระดาษเก่าอีกต่อไป บางครั้งมันก็มีกลิ่นคล้ายฟอร์มาลีนจางๆ หรือกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้น เหมือนกลิ่นโรงพยาบาลปนกับกลิ่นหนังสือเก่าๆ ซึ่งมันน่าขนลุกอย่างประหลาด
โทรศัพท์มือถือของผมก็เริ่มมีอาการแปลกๆ บางทีแบตเตอรี่ก็หมดเร็วผิดปกติ หรือจู่ๆ ก็มีข้อความขึ้นมาบนหน้าจอ เหมือนเป็นโน้ตที่เขียนว่า "ยังไม่พอ" ด้วยฟอนต์ที่ผมไม่เคยเห็น มันไม่ใช่ฟอนต์มาตรฐานของเครื่องผม ผมพยายามกดปิด แต่มันก็หายไปเอง
ผมลองถ่ายรูปเซลฟี่กับพี่เจตน์หลายครั้งเพื่อส่งให้เพื่อนดูว่าผมมีที่พึ่งแล้ว แต่ทุกครั้งที่ถ่าย รูปที่ได้ออกมาก็มักจะมีพี่เจตน์ที่ดูเบลอๆ หรือมีเงาซ้อนจางๆ รอบตัวเขาเหมือนภาพติดวิญญาณ ผมก็คิดว่าคงเป็นเพราะแสงไฟนีออนในห้องมันกะพริบ หรือมือผมสั่นเอง
มีอยู่คืนหนึ่ง ผมกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่คนเดียวที่บ้าน พี่เจตน์หายไปเข้าห้องน้ำ ผมเหลือบไปเห็นสมุดเล่มหนึ่งบนโต๊ะของแก ปกเป็นสีน้ำเงินเข้ม ดูเก่าคร่ำครึ ผมอดไม่ได้ที่จะแอบเปิดดู ข้างในเป็นลายมือหวัดๆ ของพี่เจตน์ เขียนถึงสูตรและทฤษฎีต่างๆ แต่ตรงกลางหน้าหนึ่งกลับมีข้อความที่เขียนด้วยดินสอสีแดง เหมือนเขียนด้วยอารมณ์ที่สับสน "ฉันเหนื่อยเหลือเกิน" แล้วก็มีรูปวาดใบหน้าคนกรีดร้องที่ดูหวาดผวา
ผมรีบปิดสมุดเล่มนั้นทันที หัวใจเต้นระรัว พยายามปัดความคิดแปลกๆ ออกไปจากหัว พอพี่เจตน์กลับมา ผมก็แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นผมก็พยายามสังเกตพี่เจตน์มากขึ้น ผมเห็นตุ๊กแกตัวหนึ่งเกาะนิ่งอยู่บนผนังห้องข้างๆ พี่เจตน์ มันไม่ขยับเลย แม้เราจะเสียงดัง มันก็ยังคงจ้องเขม็งมาทางเราเหมือนกำลังจับตาดูอะไรบางอย่าง พิลึก
คืนก่อนวันสอบใหญ่ ผมมาติวกับพี่เจตน์เป็นคืนสุดท้าย ผมรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก ตลอดเดือนที่ผ่านมา ผมแทบไม่ได้พักผ่อนเลย แต่ก็แลกมาด้วยความรู้ที่อัดแน่นเต็มหัว พี่เจตน์เองก็ดูผอมลงกว่าเดิมอีก แต่แววตาของแกยังคงมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลง
"นนท์ จำได้ไหม ที่ฉันเคยบอกว่าบางเรื่องมันไม่ต้องท่องจำ แค่เข้าใจหลักการ..." เสียงพี่เจตน์พูดย้ำเป็นครั้งสุดท้าย
ผมพยักหน้าหงึกๆ พยายามซึมซับทุกคำพูดของแก แต่จู่ๆ แสงไฟนีออนก็ดับพรึ่บลง ทำให้ห้องมืดสนิท ผมตกใจเล็กน้อย แต่พี่เจตน์ก็จุดตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แสงสลัวๆ ของมันทำให้เงาในห้องดูบิดเบี้ยวแปลกตา
ผมรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่อากาศขอนแก่นยังคงร้อนจัด กลิ่นยาฆ่าเชื้อก็ลอยฟุ้งขึ้นมาอย่างรุนแรงจนแสบจมูก
เงาสะท้อนในกระจกหน้าต่างบานใหญ่ ที่ปกติจะสะท้อนภาพของเราสองคน แต่ตอนนี้มันกลับสะท้อนภาพเพียงแค่ตัวผมคนเดียว และข้างๆ ผม ตรงที่พี่เจตน์นั่งอยู่ มันกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า... ความมืดมิด...
ผมรีบหันไปมองพี่เจตน์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผม แกยังคงก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าของแกซีดเผือดจนขาวราวกับกระดาษ และผมเพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ ว่ารอยช้ำที่ขมับของแกมันไม่ได้จางลงเลย แต่กลับดำคล้ำและลึกลงไปจนเป็นร่องลึก
จู่ๆ พี่เจตน์ก็หยุดเขียน แกเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ
ตาของแกเบิกโพลงค้าง แววตาที่เคยฉายแววความมุ่งมั่น บัดนี้เต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง ใบหน้าของแกเหี่ยวย่นลงไปอย่างรวดเร็ว ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาอมเขียวคล้ำๆ เหมือนเนื้อที่ตายแล้ว ปากของแกเผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันที่เหลืองกร้านและซี่หนึ่งที่หักไป เลือดแห้งกรังติดอยู่ตรงนั้น กลิ่นเน่าเหม็นคลุ้งขึ้นมาทันที
ภาพที่ผมเห็นมันไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ปกติอีกต่อไป! มันคือใบหน้าของศพ!
ผมผะ...ผะ...ผมเห็นมัน! รอยช้ำที่ขมับซ้ายนั้น ตอนนี้มันเป็นแผลฉกรรจ์ที่เหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกเข้าไปอย่างแรงจนกะโหลกยุบ เลือดสีดำคล้ำไหลเยิ้มออกมาจากรอยแตกนั้น ชวนคลื่นไส้!
"พะ...พี่...พะ...พี่เจตน์..." เสียงของผมสั่นพร่า หายใจหอบอย่างรุนแรง (หายใจหอบ)
พี่เจตน์ยิ้ม... (เสียงสั่น) ยิ้มที่เผยให้เห็นฟันที่ดำคล้ำและริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนที่ร่างของแกจะเริ่มสั่นเทา และค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาผม กลายเป็นเพียงเงามืดจางๆ และละลายไปในอากาศ!
ผมกรีดร้องลั่นสุดเสียง กระโดดพรวดออกจากเก้าอี้ พุ่งตัวออกจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งฝ่าความมืดของบ้านที่จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นยะเยือกเหมือนอยู่ในช่องแช่แข็ง ผมไม่รู้ว่าวิ่งไปทางไหน รู้แต่ว่าต้องออกไปจากที่นี่!
ผมวิ่งออกมานอกบ้าน วิ่งไปตามถนนในซอยกัลปพฤกษ์อย่างไร้จุดหมาย หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ผมวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอรถแท็กซี่คันหนึ่ง ผมโบกมืออย่างบ้าคลั่งแล้วรีบขึ้นไปบอกให้คนขับพาออกไปจากซอยนี้ให้เร็วที่สุด
รุ่งเช้า หลังจากสงบสติอารมณ์ได้บ้าง ผมตัดสินใจไปที่สำนักงานกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ฟังด้วยอาการที่ยังคงสั่นเทา
เจ้าหน้าที่นั่งฟังผมอย่างเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจและหยิบแฟ้มเก่าๆ ขึ้นมา
"นนท์... หนูอาจจะเข้าใจผิดนะ" เจ้าหน้าที่พูดเสียงอ่อนโยน "รุ่นพี่เจตน์ พิศาล น่ะ... เขาเสียไปตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนปีสองน่ะ"
คำพูดนั้นทำให้โลกของผมหยุดหมุน!
"เขาเป็นเด็กเรียนเก่งมากค่ะ แต่ก็เครียดจัด หักโหมอ่านหนังสือหนักมาก พักผ่อนน้อย สุดท้ายเขาก็หมดสติล้มลงหัวฟาดพื้นในห้องอ่านหนังสือส่วนตัวของเขาเอง เสียชีวิตในบ้านหลังนั้นแหละค่ะ... บ้านหลังสีฟ้าในซอยกัลปพฤกษ์ ที่หนูไปตอวนั้นแหละ"
ผมแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น!
บ้านหลังนั้น... คือบ้านที่พี่เจตน์เสียชีวิต! กลิ่นประหลาดๆ ที่เหมือนยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นอับของศพที่ทิ้งไว้นาน ภาพถ่ายที่เบลอๆ รอยช้ำที่ขมับ เสียงกระซิบตอบในคลิปเสียง โน้ตปริศนา หรือแม้แต่ตุ๊กแกตัวนั้นที่จ้องมองเหมือนกำลังเฝ้าระวัง... ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด!
พี่เจตน์คงไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว หรืออาจจะรู้แต่ไม่ยอมรับ... เขายังคงวนเวียนอยู่กับความรู้และตำราเรียนในบ้านหลังนั้น ไม่ยอมไปไหน เพื่อที่จะช่วยตัวเอง... และอาจจะเพื่อที่จะช่วยใครก็ตามที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นเดียวกับเขา...
หลังจากนั้น ผมก็รีบย้ายออกจากหอเก่าทันที แล้วไปเช่าห้องใหม่ที่ไกลจากมหาวิทยาลัยออกไปอีก ผมไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย และพยายามลืมเรื่องราวทั้งหมด แต่กลิ่นของหนังสือเก่าๆ ผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผม
ผมผ่านวิชา Thermodynamics มาได้ด้วยคะแนนดีมาก แต่ผมก็ไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจกับมันเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เห็นตำราเรียนหนาๆ หรือนั่งอ่านหนังสือคนเดียวในตอนกลางคืน ผมจะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว และยังคงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ เหมือนมีใครบางคนกำลังบอกว่า...
"ยังไม่พอ... ยังไม่พอ..."