
ธุดงค์ราชบุรี
ฟังเสียง
ความยาว 5:18 นาที
เนื้อเรื่อง
ช่วงปลายปีที่แล้วครับ ผมรู้สึกชีวิตมันวุ่นวายจนอยากจะหาที่สงบๆ พักใจสักหน่อย เพื่อนคนนึงเลยแนะนำให้ไปธุดงค์สั้นๆ ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในราชบุรี มันบอกว่าเป็นวัดเล็กๆ เงียบสงบจริงๆ อยู่ในเขตอำเภอจอมบึง ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่หลายกิโลเมตร ผมก็เลยตัดสินใจไปครับ กะว่าจะไปสักสามวันสองคืน
วันแรกที่ไปถึง วัดป่าพนมรุ้งเงียบสงบอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ ครับ มีพระสงฆ์อยู่ไม่กี่รูป กุฏิปลูกห่างๆ กันตามเชิงเขา มีป่ารกครึ้มโอบล้อม ผมได้รับอนุญาตให้อยู่กุฏิว่างหลังหนึ่งที่อยู่เกือบจะสุดท้ายของวัดครับ มันอยู่ติดกับแนวป่าเลย ตอนกลางวันก็พอไหวครับ อากาศเย็นสบาย มีเสียงนกเสียงแมลง แต่พอตกเย็นเท่านั้นแหละครับ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยน
คืนแรก ผมนั่งสมาธิในกุฏิครับ ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันดังครืดคราดตลอดเวลา เหมือนมันมีจังหวะผิดปกติไปบ้าง แต่ผมก็พยายามคิดว่าคงเป็นเสียงธรรมชาติแหละ พอจะเคลิ้มหลับไป เสียงเหมือนมีคนเดินลากเท้าบนใบไม้แห้งหน้ากุฏิก็ดังขึ้นมาครับ แคร่กๆ แคร่กๆ ผมลืมตาขึ้นมามองลอดช่องหน้าต่าง แต่มันมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไร ใจก็เริ่มเต้นตุบๆ แต่ก็ปลอบตัวเองว่าคงเป็นสัตว์ป่า หรือไม่ก็พระสงฆ์เดินจงกรม
คืนที่สองครับ คราวนี้หนักกว่าเดิมเยอะเลย ผมตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกเหมือนมีคนยืนอยู่ข้างกุฏิ กลิ่นสาบๆ คล้ายกลิ่นดินผสมกับอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ลอยเข้ามาในจมูก ผมลุกขึ้นนั่งพิงผนัง ฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัว มันมีเสียงเหมือนคนกระซิบแผ่วๆ จากนอกกุฏิครับ กระซิบเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ได้ยินชัดเจน ผมพยายามเพ่งฟัง พยายามตั้งสติ
แล้วเสียงกระซิบนั้นก็หยุดลงครับ แทนที่ด้วยเสียงครืดคราดเบาๆ ที่ข้างฝาไม้กุฏิ เหมือนมีอะไรกำลังเอาเล็บมาขูดเบาๆ ผมตัวแข็งทื่อครับ ไม่กล้าขยับ ไม่กล้าหายใจ แล้วจู่ๆ ครับ! จากรอยแตกเล็กๆ ที่มุมผนัง ผมเห็นตาข้างหนึ่งครับ! ตาแดงก่ำ! จ้องมองทะลุเข้ามาในกุฏิ! มันไม่ใช่มนุษย์ครับ! ผมมั่นใจ! ผะ..ผะ..ผมเห็นมันชัดเจน! ตาเดียวสีแดงก่ำ จ้องเข้ามา! ผมผงะถอยหลังไปชนผนังอีกด้าน หัวใจแทบจะหยุดเต้น! (หายใจหอบ)
ผมรวบรวมสติทั้งหมดที่มี กระโดดลุกขึ้น! คว้าเป้สะพายหลัง! ไม่คิดอะไรแล้วครับ! เปิดประตูพรวดพราดออกไปจากกุฏิ วิ่งไม่คิดชีวิตครับ วิ่งไปตามทางเดินมืดๆ ของวัด ไม่สนใจแล้วว่ามันจะไปทางไหน ขอแค่ให้พ้นจากตรงนั้น! เสียงหายใจของผมมันดังไปหมด (เสียงสั่น) แต่ผมได้ยินเสียงกระซิบนั้นตามหลังมาครับ แผ่วๆ แต่ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ผมวิ่งไปจนสะดุดล้มครับ หัวเข่าถลอกปอกเปิก แต่ก็ลุกขึ้นวิ่งต่อจนไปถึงกุฏิเจ้าอาวาส (หายใจหอบหนัก)
ผมเคาะประตูรัวๆ! เจ้าอาวาสออกมาด้วยสีหน้างัวเงีย แต่พอเห็นสภาพผม ท่านก็ดูจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ท่านไม่ถามอะไรมากครับ แค่บอกให้ผมไปพักที่ศาลาใหญ่รวมกับญาติโยมคนอื่นๆ ที่มาปฏิบัติธรรม แล้วคืนนั้นผมก็นอนไม่หลับอีกเลยครับ พอรุ่งเช้า ผมก็ขอลาเจ้าอาวาสกลับทันที ท่านมองหน้าผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา แต่ก็แฝงไว้ด้วยอะไรบางอย่างที่ผมอ่านไม่ออก ท่านยิ้มให้เล็กน้อยแล้วบอกว่า 'กลับบ้านแล้วก็หมั่นทำบุญนะโยม' ผมกลับมาถึงบ้านด้วยสภาพที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ ทุกวันนี้ ผมยังฝันถึงตาแดงก่ำข้างนั้นอยู่เลยครับ และไม่เคยคิดจะกลับไปที่วัดป่าพนมรุ้งนั่นอีกเลย แม้แต่นิดเดียว...
แม้แต่นิดเดียว... แต่แล้ว ผมก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ความฝันหรือความทรงจำที่หลอกหลอนอีกต่อไปแล้วครับ บางครั้งในยามวิกาล ขณะที่ผมกำลังนั่งทำงานเงียบๆ ในห้อง กลิ่นสาบๆ คล้ายกลิ่นดินผสมกับอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ก็จะลอยเข้ามาในจมูกอย่างแผ่วเบา เหมือนกับคืนนั้น ผมจะหยุดทุกอย่างแล้วเงี่ยหูฟัง หัวใจจะเริ่มเต้นรัวอีกครั้ง บางทีก็ได้ยินเสียงเหมือนใบไม้แห้งถูกเหยียบเบาๆ จากนอกระเบียงบ้าน หรือไม่ก็เสียงครืดคราดเบาๆ ที่ข้างฝาห้องนอน ผมพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่เสียงลม หรือสัตว์เลี้ยงของเพื่อนบ้าน แต่ทุกครั้งที่เสียงเหล่านั้นดังขึ้น ความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนมีใครกำลังจ้องมอง ก็จะปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ผมเคยลองเปิดม่านหน้าต่างออกไปมอง แต่มันก็มืดสนิทเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเลย แต่แล้ว คืนหนึ่งครับ... ผมตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะความรู้สึกแปลกๆ เมื่อลืมตาขึ้นมา ผมเห็นเงามืดๆ ทะมึนยืนอยู่ตรงมุมห้อง มันไม่ใช่แค่เงามืดธรรมดาครับ มันดูเหมือนร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่ง และจากตรงนั้น ผมก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่จ้องตรงมาที่ผม ผมไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา ไม่กล้าหายใจ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่าง แล้วในความมืดสลัวนั้นครับ ผมก็เห็นแสงสีแดงเรื่อๆ จุดเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็นดวงตา มันยังคงอยู่ตรงนั้น... จ้องมองผมอยู่เสมอ... ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหนก็ตาม