กลับไปหน้าที่แล้ว
เจ้าอาวาส
ประสบการณ์หลอน

เจ้าอาวาส

ฟังเสียง

ความยาว 8:33 นาที

เนื้อเรื่อง

ผมชื่อต้นครับ ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมต้องเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานี เพื่อบวชหน้าไฟให้คุณย่าที่เพิ่งเสียกะทันหัน วัดที่คุณย่าตั้งใจจะไปทำบุญตอนมีชีวิตอยู่ เป็นวัดป่าเล็กๆ ชื่อ “วัดป่าภูสวรรค์” ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในอำเภอบ้านไร่ การเดินทางค่อนข้างลำบาก ถนนลูกรังและป่ารกทึบสองข้างทางทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งทันทีที่ก้าวพ้นป้ายทางเข้าวัด

บรรยากาศที่นั่นเงียบสงบจนวังเวง ไม่มีเสียงรถยนต์ มีแต่เสียงใบไม้ไหวและเสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมในยามค่ำคืน แต่ความเงียบนั้นมันไม่ได้สงบอย่างเป็นธรรมชาติ มันมีความกดดันบางอย่างแฝงอยู่ ผมรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตลอดเวลาตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าสู่เขตวัด

เจ้าอาวาสของวัดนี้คือท่านพระครูสุเมธ ท่านเป็นพระรูปผอมสูง อายุราวหกสิบกว่าๆ ผิวพรรณซีดเซียว สายตาท่านดูเย็นชาและว่างเปล่าจนผมรู้สึกขนลุกตั้งแต่แรกเห็น ท่านไม่ค่อยพูดจา และไม่เคยมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเลยแม้แต่น้อย พระลูกวัดมีไม่กี่รูป ทุกรูปดูหวาดกลัวอะไรบางอย่าง พวกท่านจะหลีกเลี่ยงการสบตากับท่านเจ้าอาวาส และไม่เคยเข้าใกล้กุฏิของท่านเลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ชาวบ้านเองก็ดูจะเกรงกลัวท่าน ไม่ค่อยมีใครเข้าวัดในยามค่ำคืน

คืนแรกที่ผมจำวัด ผมนอนไม่หลับเลยครับ (หายใจแผ่ว) เสียงลมพัดยอดไม้ฟังดูเหมือนเสียงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ห่างออกไปไม่ไกลจากกุฏิที่ผมนอน คือกุฏิเจ้าอาวาส ผมได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วมาเป็นระยะๆ แต่ไม่ใช่บทสวดที่เราคุ้นเคยกัน เป็นเสียงสวดต่ำๆ อื้ออึง ฟังดูเหมือนไม่ใช่ภาษาบาลี ผมรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังกดทับอยู่ในอก

สองสามคืนถัดมา ผมเริ่มเห็นเงาตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวอยู่แถวป่าช้าหลังวัดในยามวิกาล ผมพยายามมองหาที่มาของเงาเหล่านั้น แต่ก็ไม่เคยพบอะไรชัดเจน มันเหมือนภาพลวงตาที่หายไปทันทีที่ผมตั้งใจมอง พอนอนหลับไป ผมมักจะฝันถึงร่างของคนแก่คนหนึ่งที่จมน้ำ ใบหน้าซีดเซียว ตัวบวมน้ำ แล้วก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าและหัวใจเต้นแรงเสมอ

ผมเริ่มทนไม่ไหวกับความรู้สึกที่ถูกจ้องมองตลอดเวลา และความผิดปกติรอบตัว ผมลองถามพระลูกวัดรูปหนึ่ง ท่านเป็นพระหนุ่ม ดูท่าทางใจดีกว่ารูปอื่น ผมถามท่านว่า "ท่านเจ้าอาวาสท่านดูแปลกๆ นะครับ ท่านไม่ค่อยพูดเลย" พระหนุ่มรูปนั้นมองซ้ายมองขวา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า "ท่านก็...เป็นของท่านอย่างนี้แหละโยม...ท่านเมตตา...แต่ก็...ต้องระวัง" แล้วท่านก็รีบเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนงงกับคำตอบที่คลุมเครือ

ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มครอบงำผมจนเอาชนะความกลัวได้ คืนหนึ่ง ผมตัดสินใจแอบย่องไปที่กุฏิเจ้าอาวาส ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เสียงสวดมนต์ประหลาดดังแว่วออกมาจากกุฏิอีกครั้ง ผมแอบมองลอดหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมแทบหยุดหายใจ! (เสียงสั่น)

เจ้าอาวาสกำลังนั่งอยู่หน้าแท่นบูชา มีบาตรวางอยู่ตรงหน้า ท่านถือมีดเล่มหนึ่งกรีดลงบนฝ่ามือของท่านเอง เลือดสีแดงสดหยดลงไปในบาตรทีละหยดๆ พร้อมกับที่ท่านยังคงสวดมนต์บทเดิมด้วยเสียงต่ำๆ แผ่วๆ แต่คราวนี้ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่บทสวดธรรมดา แต่มันเหมือนบทสวดอัญเชิญ หรือไม่ก็บทสวดผนึกอะไรบางอย่าง

ผมรีบถอยออกมาด้วยความตกใจ หัวใจผมเต้นระรัวเหมือนจะหลุดออกมาจากอก ผมไม่กล้าเข้าไปใกล้กุฏิของท่านอีกเลยในคืนนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตัดสินใจจะเข้าไปในกุฏิเจ้าอาวาสตอนท่านออกไปบิณฑบาตเพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ผมแอบย่องเข้าไปในกุฏิที่เปิดทิ้งไว้ กลิ่นธูปเก่าๆ ผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ คลุ้งอยู่ในอากาศ ผมเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ด้านในสุดของกุฏิ บนโต๊ะไม้เก่าๆ มีสมุดข่อยโบราณเล่มหนึ่งวางอยู่ ผมเปิดมันออกดูด้วยมือที่สั่นเทา

ภายในสมุดมีภาพวาดอักขระแปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และมีบันทึกที่เขียนด้วยลายมือโบราณ บันทึกนั้นเล่าเรื่องราวของ "หลวงปู่บุญ" เจ้าอาวาสองค์ก่อนเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ได้สละชีพเพื่อผนึกบางสิ่งบางอย่างที่ชั่วร้ายไว้ใต้โบสถ์ของวัดนี้ ท่านได้ใช้ร่างของท่านเป็นภาชนะในการกักขังปีศาจเอาไว้ แต่ปีศาจนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันพยายามหลุดพ้นออกมาอยู่เสมอ และต้องใช้พลังงานจากเลือดและพิธีกรรมบางอย่างเพื่อผนึกมันไว้ไม่ให้หลุดพ้น

ขณะที่ผมกำลังอ่านบันทึกนั้น จู่ๆ ประตูห้องก็เปิดออก! ผมหันไปมองอย่างตกใจสุดขีด ท่านพระครูสุเมธยืนอยู่ตรงนั้น! ท่านมองมาที่ผมด้วยแววตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่ความเย็นชา แต่มันคือความเศร้าสร้อย และเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ท่านพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและแผ่วเบาว่า "โยมต้น...ไม่น่ามาเลยนะ..."

ผะ..ผะ..ผมทำอะไรไม่ถูก (เสียงสั่นรัว) ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ มองท่านด้วยความหวาดกลัว ท่านเดินเข้ามาใกล้ผมช้าๆ แล้วชี้ไปที่กระจกเงาเก่าๆ บานหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนัง ผมหันไปมองตาม...สิ่งที่ผมเห็นในกระจกนั้น ไม่ใช่ร่างของผมที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้น

แต่เป็นร่างที่ซีดเซียว ดวงตาโบ๋ลึก ใบหน้าบวมช้ำจนจำเค้าเดิมไม่ได้ เหมือนกับศพของคนที่จมน้ำตาย...แล้วภาพความทรงจำก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวผมเหมือนสายฟ้าฟาด!

ผมจำได้แล้ว...ผมไม่ได้ไปบวชหน้าไฟให้คุณย่า...ผมไปงานศพคุณย่า...แล้วตอนขับรถกลับบ้าน ผมหลับใน...รถพุ่งตกลงไปในคลองข้างทางหลวง...

ผม...ผะ..ผะ..ผมตายแล้ว!

น้ำตาไหลอาบแก้มผมอย่างควบคุมไม่ได้ ผมเป็นผีไปแล้ว! ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมคิดว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ แต่ความจริงคือผมเป็นวิญญาณที่หลงทางเข้ามาในวัดแห่งนี้

ท่านพระครูสุเมธ...ท่านไม่ใช่เจ้าอาวาสจริงๆ ท่านคือวิญญาณของหลวงปู่บุญ เจ้าอาวาสองค์ก่อน ที่พยายามจะช่วยนำทางวิญญาณของผมที่หลงทางให้ไปสู่สุคติ แต่ผมดันมาพบความจริงที่น่ากลัวนี้เสียก่อน ร่างที่ผมเห็นท่านยืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้...ไม่ใช่ร่างของหลวงปู่บุญ แต่เป็นร่างที่ถูกสิงโดยปีศาจชั่วร้ายที่ถูกผนึกไว้ใต้โบสถ์! หลวงปู่บุญท่านได้ใช้พิธีกรรมบางอย่างเพื่อควบคุมร่างที่ถูกสิงนั้นไว้ไม่ให้ปีศาจหลุดพ้น และยังคงวนเวียนอยู่ในวัดเพื่อปกป้องสถานที่แห่งนี้

แต่การที่ผมซึ่งเป็นวิญญาณใหม่ได้เข้ามาที่นี่...มันทำให้ปีศาจรับรู้ถึงการมีอยู่ของผม และมันกำลังจะหลุดพ้น!

หลวงปู่บุญมองมาที่ผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ท่านพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและสั่นเครือ "ตอนนี้...เจ้าคงต้องอยู่เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว...ต้นเอ๋ย..."

ทันใดนั้นเอง ภาพทุกอย่างก็ดับวูบลง ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในความมืดมิดของกุฏิไม้เก่าๆ ของวัดป่าแห่งนี้ ผมรู้สึกตัวเบาหวิวเหมือนไร้น้ำหนัก และได้ยินเสียงสวดมนต์อื้ออึงที่เคยได้ยินจากกุฏิเจ้าอาวาส...แต่ตอนนี้เสียงนั้นมันไม่ได้มาจากภายนอก มันเหมือนจะดังสะท้อนมาจากข้างในตัวผมเอง

ผมก้าวเท้าไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังความมืดมิด ผมเห็นร่างของตัวเองนอนจมกองเลือดอยู่ในคลองข้างทางหลวง...ผมเป็นผีไปแล้วจริงๆ...และเสียงสวดมนต์นั้น...มันคือเสียงสวดของผมเอง...บทสวดที่ใช้เพื่อผนึกบางสิ่งบางอย่าง...แต่ไม่ใช่ปีศาจ...แต่เป็นตัวผมเอง...ที่ถูกผนึกไว้ในวัดป่าภูสวรรค์แห่งนี้ตลอดไป...เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อไป...ผู้เฝ้ารอวิญญาณหลงทางคนถัดไป...

และผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหลวงปู่บุญถึงได้มองมาที่ผมด้วยแววตาเศร้าสร้อยและเหนื่อยล้าขนาดนั้น เพราะท่านก็คือผม...ในอดีตที่เคยเป็นวิญญาณหลงทางและถูกผนึกไว้เช่นกัน ท่านเพียงแค่รอเวลาส่งต่อหน้าที่นี้เท่านั้น

และในความมืด