กลับไปหน้าที่แล้ว
ศุกร์ 13 วันปล่อยผี
ตำนานเล่าขาน

ศุกร์ 13 วันปล่อยผี

ฟังเสียง

ความยาว 0:00 นาที

เนื้อเรื่อง

เรื่องที่ผมกำลังจะเล่านี้ มันเกิดขึ้นจริงกับตัวผมเอง ที่บ้านยายในหมู่บ้านโคกมะขาม จังหวัดเพชรบุรี เป็นเรื่องที่ผมอยากจะลืม แต่ก็ไม่เคยลืมได้เลย จนถึงวันนี้

ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ยายเคยเล่าตำนานโบราณให้ฟังเสมอ เกี่ยวกับ “วันศุกร์ 13” ไม่ใช่ศุกร์ 13 แบบฝรั่งที่ฆาตกรไล่ฆ่าคนนะ แต่เป็นศุกร์ 13 ตามความเชื่อท้องถิ่นของเรา ยายบอกว่ามันเป็น "วันประตูผีเปิด" เป็นวันที่โลกมนุษย์กับโลกวิญญาณเชื่อมกันบางๆ ยายเล่าว่า วันศุกร์ที่ 13 ที่ตรงกับข้างแรม 13 ค่ำ หรือบางทีก็ 15 ค่ำ เป็นวันวิญญาณเร่ร่อน ผีตายโหง ผีไม่มีญาติที่วนเวียนอยู่ในบริเวณนั้น จะได้รับอนุญาตให้ออกมา "หาของ" หรือ "หาที่อยู่ใหม่" ผมฟังแล้วก็หัวเราะ บอกยายว่ามันเป็นเรื่องงมงาย เด็กๆ แบบผมเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากกว่า

ยายถอนหายใจยาวๆ แล้วบอกว่า “ต้นเอ๊ย อย่าได้ลบหลู่เชียวหนา พิธีโบราณที่สืบทอดกันมาไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ ต้องรีบปิดบ้านให้แน่นหนา จุดตะเกียงน้ำมันทั่วบ้าน ห้ามออกไปไหนเด็ดขาดหลังตะวันตกดิน และที่สำคัญที่สุด ห้ามตอบรับเสียงเรียกชื่อจากข้างนอกเป็นอันขาด” ยายย้ำหนักแน่นจนผมรู้สึกขนลุกเล็กน้อยในตอนนั้น แต่พอโตขึ้น ผมก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดสิ้น

จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน ผมกลับไปเยี่ยมยายที่บ้านโคกมะขาม บ้านไม้เก่าริมคลอง หลังคาจั่วสูง ต้นมะม่วงกับมะขามใหญ่ล้อมรอบ อากาศเย็นสบายและเงียบสงบตามสไตล์ชนบท ผมไปถึงก็ก่อนวันศุกร์ที่ 13 พอดี

เช้าวันศุกร์ที่ 13 นั้น อากาศมันแปลกๆ ครับ ไม่ได้ร้อนอบอ้าวเหมือนปกติ แต่มันอึมครึม เย็นชื้นเหมือนฝนจะตกตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าไม่ได้มืดครึ้มอะไรเลย หมาหอนตั้งแต่เช้าตรู่ หอนยาวเป็นทอดๆ สลับกับเสียงหมาหงิงๆ เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง ยายผมดูเคร่งขรึมเป็นพิเศษ ไม่พูดไม่จา ผมเห็นยายเดินไปรอบๆ บ้าน โรยเกลือเม็ดใหญ่ตามมุมต่างๆ และปักตะไคร้คว่ำหน้าตามความเชื่อ ผมก็ยังคงยิ้มๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก

พอช่วงบ่าย ผมสังเกตเห็นว่าชาวบ้านหลายคนก็ดูหวาดระแวง ไม่ค่อยมีใครออกมาเดินเล่นเหมือนปกติ บางบ้านก็ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนาตั้งแต่บ่ายคล้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาค่ำเลย ผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ แต่ก็พยายามคิดว่าคงเป็นเพราะคนแก่ๆ เขากลัวเรื่องเก่าๆ กันไปเอง

ตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ยายรีบเข้ามาในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างทุกบานลงกลอนแน่นหนา พร้อมกับจุดตะเกียงน้ำมันเล็กๆ วางไว้ตามมุมบ้านหลายจุด แสงสลัวๆ จากตะเกียงทำให้เงาของข้าวของในบ้านดูบิดเบี้ยวไปหมด ยายหันมามองผมด้วยแววตาจริงจัง “ต้น! จำที่ยายบอกได้ไหม ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด! ห้ามมองออกไปนอกหน้าต่าง ห้ามตอบรับเสียงเรียกจากข้างนอก!” ผมพยักหน้าหงึกๆ ครับ แต่ในใจก็ยังแอบไม่เชื่ออยู่ดี

ค่ำคืนนั้นเงียบสงัดจนผิดปกติครับ เสียงจิ้งหรีดที่เคยร้องระงมก็เงียบไปหมด มีแต่เสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันเป็นระยะๆ แล้วก็เสียงหมาหอนแผ่วๆ ที่ดังมาจากไกลๆ มันไม่ได้หอนแบบดุร้าย แต่มันหอนแบบโหยหวน น่าขนลุก ผมนั่งเล่นมือถืออยู่เงียบๆ ไม่นาน ไฟฟ้าทั้งหมู่บ้านก็ดับพรึ่บ!

ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที เหลือเพียงแสงสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมัน ยายเริ่มสวดมนต์พึมพำเสียงเบาๆ ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแว่วๆ มาจากนอกบ้านครับ เหมือนเสียงคนเดินย่ำใบไม้แห้งช้าๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมพยายามบอกตัวเองว่าอาจจะเป็นลม หรือสัตว์อะไรสักอย่าง

แต่แล้ว... เสียงนั้นมันก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ครับ มันเหมือนเสียงฝีเท้าที่เดินวนอยู่รอบบ้าน! แล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างมาเคาะเบาๆ ที่หน้าต่างบานข้างห้องผม ผมสะดุ้งสุดตัว เงี่ยหูฟัง เสียงนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง

แล้วเสียงที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบก็ดังขึ้นมาครับ! (เสียงสั่น) “ไผ..ไผ..ไผอยู่ในบ้านนั่น… เปิดประตูหน่อยสิ…”

เป็นเสียงแหบพร่าของผู้หญิง ฟังดูเหมือนคนแก่ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ผมมองไปที่ยาย ยายหลับตาแน่น สวดมนต์ไม่หยุด ปากขยับรัวเร็วจนแทบไม่เป็นคำ ผมตัวแข็งทื่อ พยายามกลั้นหายใจไม่ให้เกิดเสียง

แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้ขึ้นกว่าเดิมมาก เหมือนยืนอยู่ตรงหน้าต่างห้องโถงบ้านเลยครับ (เสียงกระซิบแหบพร่า) “ต้น… ไอ้ต้น… อยู่ข้างในรึเปล่า…”

มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยเหลือเกินครับ! เหมือนเสียงป้าข้างบ้านที่ผมรู้จักมาตั้งแต่เด็ก แต่สำเนียงมันผิดเพี้ยนไป ผมรู้ดีว่าป้าข้างบ้านไปหาลูกสาวที่ต่างจังหวัดแล้ว ท่านไม่น่าจะกลับมาแล้ว ยิ่งคิดแบบนั้น หัวใจผมก็ยิ่งเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ผมกำหมัดแน่น พยายามรวบรวมสติบอกตัวเองว่าห้ามตอบ! ห้ามตอบเป็นอันขาด!

เสียงเรียกชื่อผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าครับ (เสียงแหบ) “ต้น… ต้น… เปิดประตูให้ป้าหน่อยสิ… ป้าหนาว…”

ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างมาพยายามงัดแงะที่ลูกบิดประตูหน้าบ้าน เสียงมันดัง ‘แก๊กๆ’ เบาๆ แต่ชัดเจนมาก ผมหันไปมองยาย ยายยังคงสวดมนต์ไม่หยุด แต่ตอนนี้มีเหงื่อซึมเต็มหน้าผากแล้ว

(เสียงตื่นตระหนก) จู่ๆ! ลมก็พัดเข้ามาในบ้านอย่างแรงครับ! ตะเกียงน้ำมันบางดวงดับพรึ่บ! แสงสลัวๆ หายไปหลายจุด ทิ้งให้บ้านจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดมากขึ้น ผมหันขวับไปมองที่หน้าต่างบานที่เสียงเรียกชื่อดังขึ้นเมื่อครู่ ผมเห็นครับ! ผะ..ผะ..ผมเห็นเงาตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้ยืนนิ่งๆ ครับ แต่มันค่อยๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้หน้าต่าง ราวกับกำลังพยายามมองเข้ามาในบ้านผ่านช่องว่างเล็กๆ

แล้วผมก็ได้ยินเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด! เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเดินอยู่บนพื้นเรือนด้านบน! ทั้งๆ ที่บ้านยายมีแค่ชั้นเดียว และไม่มีใครอยู่บนนั้น!

ความกลัวเข้าครอบงำผมอย่างสมบูรณ์ครับ ผมกรีดร้องในลำคอ แต่ไม่มีเสียงออกมา ผมพยายามขยับตัว แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับผมไว้แน่น ผมหันไปมองยาย ยายล้มลงกับพื้นแล้วครับ ตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไปที่ประตูหน้าบ้าน ซึ่งตอนนี้มัน… แง้มอยู่เล็กน้อย!

ลมเย็นยะเยือกพัดเข้ามาในบ้าน ผมเห็นเงาดำทะมึนครับ มันค่อยๆ เลื่อนเข้ามาในบ้านช้าๆ เงาร่างนั้นสูงใหญ่กว่าคนปกติมาก มันไม่มีรูปร่างที่ชัดเจนนัก แต่ผมสัมผัสได้ถึงความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมันอย่างมหาศาล

ยายพยายามจะเอื้อมมือมาจับผม แต่ไม่ทันครับ! ผมรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าใส่ผมจากด้านหลัง ผมหันกลับไปมองไม่ทันครับ! ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

(หายใจหอบ) ร่างกายผมแข็งทื่อไปหมด ผมพยายามจะขยับ แต่มันไม่ขยับเลย ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาในตัวผม มันเย็นจัด มันหนาวเย็นจนถึงกระดูก และมันรู้สึกเหมือน… ผมกำลังถูกกลืนกินจากภายใน

ความคิดสุดท้ายที่แวบเข้ามาในหัวผมคือ "ยาย... ยายบอกแล้ว..."

จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มมืดลงครับ ไม่ใช่ความมืดของกลางคืน แต่เป็นความมืดที่มาจากข้างในตัวผมเอง ความรู้สึกของความเป็นตัวเองกำลังเลือนหายไปช้าๆ ผมพยายามจะต้านทาน พยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่เสียงของผมมัน... มันไม่ใช่เสียงของผมอีกต่อไปแล้วครับ

(เสียงแหบพร่าและเย็นชา) “ต้น… ไม่ใช่ต้นอีกต่อไปแล้ว…”

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับยายหลังจากนั้น ผมไม่รู้ว่าผมหายไปไหน หรือว่าผมยังอยู่ที่นี่ในบ้านหลังนี้หรือไม่ แต่ผมรู้ว่า… ผมไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

บางครั้งในคืนวันศุกร์ 13 ที่ตรงกับข้างแรม ใครบางคนในหมู่บ้านโคกมะขาม อาจจะได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองแผ่วๆ มาจากนอกบ้าน หรืออาจจะเห็นเงาตะคุ่มๆ ยืนอยู่ตรงหน้าต่างบ้านไม้เก่าริมคลอง และถ้าคุณโชคร้ายพอ คุณอาจจะเห็นผม… ในร่างที่ว่างเปล่า… กำลังมองคุณอยู่จากความมืดมิดนั้น… รอคอยวันศุกร์ 13 ครั้งต่อไป… เพื่อหา “เพื่อนใหม่” มาร่วมวงกับพวกเรา…

ระวังให้ดีนะครับ… วันศุกร์ 13… วันปล่อยผี… อาจจะไม่ได้มีอยู่แค่ในตำนาน…