
ผีโพรง
ฟังเสียง
ความยาว 0:00 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมยังจำคืนนั้นได้ดี คืนที่ความเชื่อเรื่องผีสางกลายเป็นความจริงที่กัดกินจิตใจผมจนถึงทุกวันนี้
ช่วงปิดเทอมใหญ่ตอนปีสาม ผมตัดสินใจหนีความวุ่นวายในกรุงเทพฯ ไปพักผ่อนที่บ้านห้วยทราย อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน บ้านของยายกับตา เป็นบ้านไม้เก่าแก่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ล้อมรอบด้วยทิวเขาและป่าไม้เขียวขจี อากาศเย็นสบายและเงียบสงบจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมในยามค่ำคืน แรกๆ ผมก็มีความสุขดีกับการได้ตื่นมาเจอหมอกยามเช้า เดินเล่นเลียบห้วย หรือนั่งฟังตายายเล่าเรื่องเก่าๆ
แต่แล้วความแปลกประหลาดก็เริ่มขึ้น...
มันเริ่มจากเสียงแผ่วเบาที่ผมได้ยินในยามวิกาล แรกๆ ผมคิดว่ามันเป็นเสียงลมพัดกระทบกิ่งไม้ หรือไม่ก็เสียงสัตว์ป่าตามปกติของชนบท แต่เสียงนั้นมันไม่ใช่ มันคล้ายกับเสียงกระซิบ กระซิบเรียกชื่อใครบางคนอย่างแผ่วเบาจนจับใจความไม่ได้ บางครั้งก็เหมือนเสียงขูดเบาๆ บนผนังไม้เก่าๆ ของบ้าน ผมพยายามปลอบตัวเองว่าคงเป็นเสียงหนู หรือไม้ลั่นตามธรรมชาติของบ้านเก่า แต่ความรู้สึกไม่สบายใจมันเกาะกินใจผมมากขึ้นเรื่อยๆ
ยายผมสังเกตเห็นอาการผมที่เหม่อลอยและไม่ค่อยร่าเริงเหมือนเคย ยายเคยเตือนผมไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอย่าไปเดินเล่นแถวป่าช้าเก่าที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน หรือไปยุ่งกับต้นตะเคียนใหญ่ที่มีโพรงขนาดเท่าคนเข้าได้ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ยายบอกว่าที่นั่นมี "เจ้าที่เจ้าทางแรง" ผมก็หัวเราะ คิดว่ายายคงอยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ ไม่ไปซนที่ไหน
"ไอ้ธน... อย่าไปแถวนั้นเลยนะลูก" ยายพูดเสียงจริงจังในคืนหนึ่ง "ป่าตรงนั้นมันไม่เหมือนที่อื่น มีบางสิ่งสิงสถิตอยู่... สิ่งที่คนตายไปแล้วแต่ยังหาทางไปเกิดไม่ได้ มันติดอยู่กับ 'โพรง' นั้น"
ยายเล่าให้ฟังว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อแม่แสงจันทร์ เธอถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมแล้วศพถูกยัดซ่อนไว้ในโพรงของต้นตะเคียนยักษ์ ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในป่านั้น วิญญาณของเธอจึงถูกจองจำอยู่ในโพรงนั้นตลอดมา ยายเรียกมันว่า "ผีโพรง" มันจะออกมาหลอกหลอนผู้คนที่เดินผ่านไปมา โดยเฉพาะผู้ชาย มันจะเรียกชื่อล่อหลอกให้เข้าไปในโพรง เพื่อจะได้มีเพื่อนอยู่ด้วยกันตลอดไป
ผมฟังแล้วก็ขนลุก แต่ก็ยังแอบคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่าขู่เด็ก
คืนนั้นเอง... เสียงกระซิบมันชัดเจนขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ผมนอนไม่หลับ หูได้ยินเสียงลมพัดวูบไหว แต่ท่ามกลางเสียงลมนั้น มีเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามา มันเรียกชื่อผม "ธน... ธน..." (เสียงกระซิบแผ่วเบา) เสียงนั้นนุ่มนวล ชวนฟัง แต่กลับทำให้ผมรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว เหมือนมีมือเย็นเฉียบมาลูบไล้ที่สันหลัง ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก พยายามข่มตาหลับ แต่เสียงนั้นก็ยังคงเรียกไม่หยุด "ธน... มาหาฉันสิ... มาอยู่กับฉันในโพรงนี้..." คราวนี้เสียงนั้นฟังดูโหยหวนและน่าเวทนาจนน่าสงสารจับใจ ผมรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างจากทิศทางของป่า อยากจะลุกขึ้นเดินออกไปตามเสียงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด
แต่แล้วภาพใบหน้าจริงจังของยายก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจำคำเตือนของยายได้ดีว่าห้ามตอบรับ ห้ามออกไป ผมนอนนิ่ง เหงื่อแตกพลั่ก พยายามภาวนาในใจให้เสียงนั้นหายไป
พอเสียงเงียบลงไปพักหนึ่ง ผมก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงสลัวๆ ลงมาที่ชายป่า ผมเห็นเงาร่างตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น... ร่างผอมสูง ผมยาวสยายจนแทบติดพื้น กำลังโบกมือเบาๆ เป็นเชิงเชื้อเชิญ หัวใจผมเต้นระรัวราวกับกล
องศึกกำลังกระหน่ำอยู่ภายในอก ผมพยายามหรี่ตาลง มองให้ชัดขึ้น เงาร่างนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม แต่การโบกมือเชิญชวนของมันกลับทวีความรุนแรงขึ้น เหมือนกำลังเร่งเร้าให้ผมรีบออกไปหา
ผมสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้อง แม้จะปิดหน้าต่างสนิท ราวกับมีลมหนาวพัดผ่านเข้ามาจากภายนอก กลิ่นดอกไม้ป่าที่ไม่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก เจือด้วยกลิ่นอับชื้นคล้ายดินเก่าและใบไม้เน่าเปื่อย เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เรียกชื่อผม แต่เป็นเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ฟังดูเศร้าสร้อยและเจ็บปวด เหมือนเสียงสะอื้นของคนที่รอคอยมานานแสนนาน ความกลัวถาโถมเข้ามาจนผมแทบหายใจไม่ออก ผมจิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเจ็บชา พยายามดึงสติกลับมา ภาพของยายที่เตือนเรื่องผีโพรงฉายชัดในหัวอีกครั้ง ผมหลับตาปี๋ สวดมนต์บทสั้นๆ ที่พอจะจำได้ในใจซ้ำไปซ้ำมา ขอให้รอดพ้นจากคืนนี้ไปได้ ขอให้แสงแรกของวันมาถึงโดยเร็วที่สุด
นานแค่ไหนไม่รู้ที่ผมอยู่ในสภาพนั้น ร่างกายแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งเสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกล เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ แสงสีเทาอ่อนๆ เริ่มจับขอบฟ้า ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เงาร่างนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงความมืดสลัวของชายป่าที่ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยแสงอรุณรุ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตัวสั่นไปหมด ไม่กล้าเล่าเรื่องที่เจอให้ตายายฟัง กลัวพวกท่านจะตกใจและกังวล ผมอ้างว่าไม่สบายและขอให้ตายายช่วยหารถพาผมกลับกรุงเทพฯ โดยเร็วที่สุด ยายมองหน้าผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและสงสาร ท่านไม่ถามอะไรมาก แค่พยักหน้าเบาๆ และบอกว่า "กลับไปพักผ่อนเถอะลูก"
ผมรีบเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว และนั่งรถโดยสารกลับกรุงเทพฯ ในวันนั้นทันที ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่เคยกลับไปที่บ้านห้วยทรายอีกเลย แม้จะผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ภาพเงาร่างตะคุ่มๆ ที่โบกมือเรียกอยู่ชายป่า เสียงกระซิบโหยหวน และกลิ่นดอกไม้ป่าเจือกลิ่นอับชื้นในยามวิกาลยังคงหลอกหลอนผมอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ผมนอนไม่หลับในความมืดมิด เสียงกระซิบนั้นก็จะดังแว่วเข้ามาในหู ราวกับว่า "ผีโพรง"