
ผีหัวขาด วัดปราสาท
ฟังเสียง
ความยาว 3:33 นาที
เนื้อเรื่อง
ฉันชื่อสายฝน โตมากับเสียงสวดมนต์ของยาย และเรื่องเล่าขานปรัมปราของอยุธยา เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์และเรื่องราวเร้นลับ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ 'วัดปราสาท' วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ชานเมือง ไม่ไกลจากบ้านฉันนัก
วัดปราสาทเป็นวัดร้างมานานแล้ว มีเพียงซากปรักหักพังของเจดีย์ โบสถ์ที่เหลือแต่ผนังบางส่วน และต้นไทรใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ บรรยากาศของที่นี่เงียบสงบจนวังเวง ยิ่งช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์อ่อนลง ยิ่งรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่กำลังจ้องมอง เรื่องเล่าเกี่ยวกับวัดนี้มักจะวนเวียนอยู่กับตำนาน 'ผีหัวขาด'
ยายฉันเล่าให้ฟังตั้งแต่เด็กว่า วัดปราสาทแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำคัญในสมัยอยุธยา มีหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า 'แม่บัว' เธอเป็นสาวงามที่ถูกผู้ใหญ่หมายตาให้แต่งงานกับขุนนางใหญ่ แต่หัวใจของแม่บัวนั้นมอบให้แก่ทหารหนุ่มสามัญชนผู้น่าสงสาร เมื่อเรื่องแดงขึ้น ขุนนางใหญ่ผู้นั้นก็โกรธแค้น สั่งลงโทษแม่บัวอย่างทารุณ ด้วยการประหารชีวิต ตัดศีรษะของเธอทิ้งไว้ที่กลางลานวัด เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง วิญญาณของแม่บัวจึงยังคงวนเวียนอยู่ที่นั่น ร่างไร้ศีรษะของเธอจะออกตามหาหัวของตัวเองในคืนเดือนดับ ยายบอกว่า ใครที่เจอเข้า จะต้องวิ่งหนีให้เร็วที่สุด อย่าแม้แต่จะหันหลังกลับมามองเชียว
ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางอะไรพวกนี้อย่างสนิทใจหรอกค่ะ แม้จะโตมากับเรื่องเล่า แต่ก็คิดว่าเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก จนกระทั่งฉันเริ่มโตเป็นสาว และความอยากรู้อยากเห็นมันก็มากขึ้นเรื่อยๆ ฉันมักจะแอบเข้าไปในวัดปราสาทช่วงบ่ายๆ เพื่อถ่ายรูปซากปรักหักพังที่งดงามเหล่านั้น
ช่วงแรกๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติหรอกค่ะ มีแค่ความเงียบสงัด กับลมที่พัดเอื่อยๆ จนใบไม้แห้งไหวไปมา แต่พักหลังมานี้ ฉันเริ่มรู้สึกแปลกๆ บางทีก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินลากเท้าเบาๆ อยู่ด้านหลัง พอหันไปมองก็ไม่เจอใคร บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีลมเย็นๆ ปะทะเข้าที่ต้นคอ ทั้งๆ ที่ไม่มีลมพัดเลย ฉันพยายามคิดว่าตัวเองคงคิดไปเอง คงเป็นเพราะอากาศร้อน เลยรู้สึกเย็นไปเองกระมัง
แต่แล้ว สิ่งผิดปกติก็เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นความรู้สึกที่ยากจะปฏิเสธได้ว่า 'ไม่จริง'
วันหนึ่ง ฉันกลับมาจากวัดปราสาทพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่อก คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เสียงนกเค้าแมวหอนโหยหวนนอกหน้าต่างทำให้ฉันรู้สึกขนลุกซู่ พอพลิกตัวไปมา ฉันก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้อง ทั้งๆ ที่ฉันปิดหน้าต่างมิดชิดแล้ว ฉันลุกขึ้นมานั่งบนเตียง หายใจหอบถี่ พยายามมองหาที่มาของความเย็นนั้น
แล้วฉันก็ได้ยิน... เสียงกระซิบแผ่วเบา เหมือนมีใครบางคนกำลังเรียกชื่อฉัน เสียงนั้นมันเบามากจนจับใจความไม่ได้ แต่ฉันสาบานได้ว่ามันคือเสียง 'กระซิบ' ไม่ใช่เสียงลมหรือเสียงสัตว์ ฉันเอาผ้าห่มคลุมโปง พยายามข่มตาหลับจนเช้า
หลังจากคืนนั้น ฉันก็เริ่มฝันร้าย ฝันเห็นเงาร่างหญิงสาวไร้ศีรษะเดินวนเวียนอยู่ในวัดปราสาท ท่ามกลางความมืดมิด มือของเธอค่อยๆ เอื้อมมาหาฉัน ราวกับต้องการอะไรบางอย่าง พอตื่นขึ้นมาฉันก็เหงื่อท่วมตัว หัวใจเต้นระรัว ฉันเริ่มหวาดระแวง ไม่กล้าไปวัดปราสาทอีกแล้ว แต่ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองมันก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม
แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ไม่ว่าจะพยายามหลีก