
ผีจ้างหนัง
ฟังเสียง
ความยาว 6:43 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมชื่อยอด เป็นเจ้าของหน่วยหนังกลางแปลงเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม รับจ้างฉายหนังตามงานวัด งานบวช งานแต่ง หรือแม้แต่งานศพก็เคยมาแล้ว ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่ จนเครื่องฉายหนังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้วครับ
วันหนึ่ง ราวปลายฝนต้นหนาว ผมได้รับโทรศัพท์แปลกๆ เสียงปลายสายฟังดูทุ้มต่ำและแหบพร่า บอกว่าต้องการจ้างผมไปฉายหนังที่หมู่บ้านโคกหินตั้ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ชายคนนั้นบอกว่าหมู่บ้านนี้อยู่ลึกเข้าไปในเขตอำเภอกำแพงแสน ติดกับป่าสงวนแถบตะวันตก น้ำเสียงเขาฟังดูโบราณ แต่ข้อเสนอของเขากลับทำให้ผมต้องหูผึ่ง เขาให้ราคาค่าจ้างสูงลิ่ว ชนิดที่ผมทำงานทั้งเดือนยังไม่ได้เท่านี้เลย
แต่มีข้อแม้แปลกๆ อยู่สองสามอย่าง หนึ่งคือต้องฉายหนังไทยเรื่องเก่าๆ เรื่องหนึ่งที่เขาเจาะจงมา คือ 'แม่นาคพระโขนง' ฉบับปี พ.ศ. 2502 สองคือต้องฉายในคืนเดือนดับ วันแรมสิบห้าค่ำเป๊ะๆ และสามคือ ห้ามส่งเสียงดังเกินไปตอนฉาย และห้ามเปิดเพลงลูกทุ่งหรือเพลงสนุกสนานอื่นๆ เด็ดขาด! ผมนึกในใจว่าคนรวยนี่ก็แปลกดีแท้ แต่ด้วยเงินก้อนโตขนาดนั้น ผมเลยตอบตกลงไปโดยไม่คิดมากครับ
คืนเดือนดับนั้นมาถึง ผมกับลูกน้องอีกสองคน คือไอ้แดงกับไอ้เขียว ออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่หัวค่ำ ตามแผนที่ลายมือที่อีกฝ่ายส่งมาให้ เส้นทางที่ไปนั้นเปลี่ยวขึ้นเรื่อยๆ จากถนนลาดยางกลายเป็นทางลูกรังขรุขระ สองข้างทางมีแต่ป่าและทุ่งนาเวิ้งว้างไร้ผู้คน พอใกล้ถึงหมู่บ้านโคกหินตั้งตามแผนที่ อากาศก็เริ่มเย็นลงผิดปกติ ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าหน้าหนาวเต็มตัว ผมรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาจากความมืดมิดรอบตัว
เราขับรถตามทางลูกรังเข้าไปลึกจนเจอพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง ตรงกลางมีศาลาไม้เก่าๆ ผุพังเกือบจะกลายเป็นซาก ข้างๆ กันเป็นต้นไทรใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา แลดูขลังและน่าเกรงขาม ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีเพียงความเงียบงันที่กดทับจนรู้สึกอึดอัด ชายคนหนึ่งยืนรออยู่ใต้ต้นไทร เขาสวมเสื้อผ้าชุดไทยโบราณสีดำทะมึน ใบหน้าซูบตอบ ผิวซีดเซียว ดวงตาโบ๋ลึกจนน่าขนลุก เขายืนนิ่งไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่พยักหน้าให้เราไปติดตั้งอุปกรณ์ ผมให้ลูกน้องช่วยกันกางจอหนัง จัดวางเครื่องฉาย และต่อสายไฟจากเครื่องปั่นไฟที่เราเตรียมมา
ระหว่างที่กำลังจัดเตรียม จู่ๆ ผู้คนก็เริ่มทยอยกันมาครับ พวกเขาโผล่มาจากความมืดมิดรอบๆ ตัวศาลา เหมือนเงาที่ลอยออกมาจากผืนดิน ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีเสียงเท้า ไม่มีแม้แต่เสียงกระแอมไอ ทุกคนแต่งกายด้วยชุดไทยโบราณเหมือนกันหมด สีสันเก่าซีด บางคนเป็นผ้าคราม บางคนเป็นผ้าฝ้ายทอมือ ผมเผ้ายาวรุงรัง ไม่ได้หวี ดวงตาของพวกเขาแต่ละคนจ้องมาที่จอหนังด้วยแววตาว่างเปล่าไร้อารมณ์ แต่แฝงด้วยความกระหายบางอย่างที่ผมอธิบายไม่ถูก ผมกะประมาณด้วยสายตา น่าจะมีไม่ต่ำกว่าร้อยคน แต่กลับเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันเบาๆ
ผมเริ่มรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนทำงาน ผมพยายามเก็บอาการและบอกตัวเองว่า อาจจะเป็นชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญและไม่คุ้นเคยกับการแสดงหนังกลางแปลง ผมเปิดเครื่องฉาย ภาพของแม่นาคพระโขนงฉายขึ้นบนจอ เสียงประกอบจากฟิล์มเก่าๆ ดังแกรกกรากเบาๆ ผสมกับเสียงบรรยายอันคุ้นเคย ตลอดการฉาย ผู้คนเหล่านั้นยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง บางคนจ้องเขม็งไปที่จอหนังราวกับไม่เคยเห็นสิ่งใดมาก่อน บางคนเหมือนกำลังหายใจ แต่ไม่มีใครกระพริบตาเลยแม้แต่คนเดียว ผมเหลือบมองไอ้แดงกับไอ้เขียว สีหน้าพวกมันซีดเผือดไม่ต่างจากผม มือของไอ้แดงกำรีโมตเสียงแน่นจนข้อขาวโพลน
อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ เหมือนยืนอยู่กลางป่าช้า ลมพัดมาเป็นระยะๆ พาเอาความเย็นยะเยือกเข้าสู่กระดูก ในฉากที่แม่นาคปรากฏตัว ผมเห็นเงาตะคุ่มๆ ด้านหลังจอหนัง คล้ายมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น ผมรีบหันไปมอง แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความมืด จากนั้น ผมเริ่มได้กลิ่นแปลกๆ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นดอกไม้เน่าเหม็นโชยมาเป็นพักๆ
พอหนังจบลง ภาพแม่นาคที่ลอยกลับไปอยู่กับลูก เสียงเพลงประกอบที่เศร้าสร้อยคลอเบาๆ ผู้คนเหล่านั้นก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ ผมรอแล้วรอเล่า ก็ไม่มีใครลุก ไม่มีใครพูด ความเงียบนั้นมันน่ากลัวกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ผมเห็นชายคนเดิมที่จ้างเรามา เดินตรงเข้ามาหาผม เขายื่นถุงผ้าเก่าๆ ให้ ผมรับมาด้วยมือที่สั่นเทา ถุงผ้าหนักอึ้ง ผมเปิดดู...ข้างในเป็นเหรียญเงินโบราณ! บางเหรียญเป็นเหรียญสตางค์แดงสมัยรัชกาลที่ 5 บางเหรียญผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต
ผมเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของเขาไม่ว่างเปล่าอีกแล้ว มันเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ แต่แฝงด้วยความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง เขายิ้มให้ผมอย่างช้าๆ รอยยิ้มนั้นเผยให้เห็นฟันที่ดำคล้ำและปลายลิ้นที่ขาดหายไปครึ่งหนึ่ง! (เสียงสั่นเครือ) หัวใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เลือดในกายเหมือนถูกแช่แข็ง ผมมองไปที่ผู้คนรอบๆ อีกครั้ง คราวนี้ผมเห็นชัดเจน...ใบหน้าของพวกเขาแต่ละคนบิดเบี้ยว ดวงตาไม่มีแววชีวิต บางคนมีรอยแผลเหวอะหวะ บางคนมีใบหน้าเขียวคล้ำเหมือนคนตายมานาน! และที่น่ากลัวที่สุดคือ ไม่มีใครกระพริบตาเลยแม้แต่คนเดียว ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้กระพริบตาเลย!!! ผะ..ผะ..ผมเห็นเงาของพวกเขาในจอหนัง! มันไม่ใช่เงาของคน แต่เป็นเงาที่บิดเบี้ยวเหมือนปีศาจ!
ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียง ไอ้แดงกับไอ้เขียวเองก็คงเห็นเหมือนกัน พวกเราผลุนผลันวิ่งไปที่รถแทบไม่คิดชีวิต เสียงเครื่องปั่นไฟยังคงทำงานอยู่ ส่งเสียงหึ่งๆ ที่ผมรู้สึกเหมือนเสียงแห่งความตาย ผมสตาร์ทรถด้วยมือที่สั่นเทาจนแทบจับพวงมาลัยไม่ได้ ระหว่างที่รถกำลังถอยหลัง ผมเหลือบมองกระจกหลัง ภาพที่เห็นทำให้ผมขนหัวลุกไปตลอดชีวิต...ผู้คนเหล่านั้น! พวกเขาลุกขึ้นยืนพร้อมกันหมด และกำลังเดินช้าๆ ตรงมาทางรถของเรา ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและดวงตาที่จ้องมองมาอย่างอาฆาต! ผมเหยียบคันเร่งมิด รถพุ่งทะยานออกไปตามทางลูกรังอย่างบ้าคลั่ง ทิ้งเสียงกรีดร้องของผมและลูกน้องไว้เบื้องหลัง พร้อมกับภาพหมู่บ้านผีสิงนั้นที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด
เราขับรถกลับถึงบ้านตอนเช้ามืด ส