
ผีตายท้องกลม แห่งบ้านโคกมะขาม
ฟังเสียง
ความยาว 11:51 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมชื่อภาคภูมิ เป็นนักเขียนอิสระที่มักจะแสวงหาแรงบันดาลใจจากความเงียบสงบและการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ผมเบื่อหน่ายความวุ่นวายของเมืองหลวง จึงตัดสินใจมองหาบ้านเช่าที่ต่างจังหวัดสักพัก เพื่อพักกายพักใจและหวังว่าจะได้มุมมองใหม่ๆ ในการทำงาน
หลังจากค้นหาอยู่หลายวัน ผมก็เจอประกาศให้เช่าบ้านไม้เก่าแก่หลังหนึ่งที่ "บ้านโคกมะขาม" อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รูปภาพที่เห็นในประกาศนั้นดึงดูดใจผมเหลือเกิน เป็นบ้านเรือนไทยยกสูงที่ดูขรึมขลังและสงบงาม ตั้งอยู่ริมคลองเล็กๆ ที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปไม่ไกล บรรยากาศดูร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ผมไม่ลังเลเลยที่จะติดต่อเจ้าของและเดินทางไปดูบ้านทันที
วันแรกที่ไปถึงบ้านโคกมะขาม ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ถนนหนทางยังเป็นลูกรังบางช่วง ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย มองเห็นเรือพายแล่นเอื่อยๆ ในคลอง บ้านไม้เก่าหลังนั้นดูเหมือนในรูปทุกประการ แต่เมื่อได้ยืนอยู่ตรงหน้า ผมกลับรู้สึกถึงความเย็นเยือกบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวบ้าน มันไม่ใช่ความเย็นจากลมโชย แต่เป็นความเย็นที่จับต้องได้ในความรู้สึก เจ้าของบ้านซึ่งเป็นหญิงชราใจดีเล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้เป็นของยายของแกที่เพิ่งเสียไปไม่นานนัก ไม่มีใครอยู่ต่อจึงอยากให้คนมาดูแล
ผมย้ายเข้ามาอยู่ช่วงต้นฤดูฝน อากาศชื้นและเย็นสบายในยามค่ำคืน เสียงกบเขียดร้องระงมจากท้องทุ่ง เป็นเหมือนเพลงกล่อมให้ผมหลับฝันดีในคืนแรก ผมใช้เวลาในช่วงกลางวันเดินสำรวจหมู่บ้าน ถ่ายรูปวิถีชีวิตผู้คน และพูดคุยกับชาวบ้านที่ดูอัธยาศัยดี มีน้ำใจ ผมชอบไปนั่งเล่นที่ท่าน้ำหลังบ้าน มองดูผืนน้ำนิ่งสงบสะท้อนเงาต้นไม้ใหญ่ ราวกับภาพวาดที่มีชีวิต
แต่หลังจากผ่านไปได้สักสัปดาห์ ความรู้สึกแปลกๆ ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาในบ้านผม มันเริ่มจากกลิ่น กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ไทยบางชนิด คล้ายกลิ่นดอกปีบปนกับกลิ่นจำปา แต่เป็นกลิ่นที่ฉุนจัดและคลุ้งอยู่ในอากาศแค่ชั่วครู่แล้วก็จางหายไป ผมพยายามมองหาต้นตอแต่ก็ไม่เจอ ผมคิดว่าคงเป็นกลิ่นจากต้นไม้ในสวนของเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็เป็นกลิ่นธูปจากศาลพระภูมิเก่าๆ ที่อยู่หลังบ้าน
ต่อมาคือเสียง เสียงร้องไห้แผ่วๆ เหมือนเสียงเด็กทารก ผมได้ยินมันหลายครั้งในยามดึกสงัด บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังฮัมเพลงกล่อมเด็กเบาๆ ใกล้ๆ หู ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยครั้ง แต่เมื่อเงี่ยหูฟัง เสียงเหล่านั้นก็หายไป ผมพยายามหาเหตุผลว่าอาจจะเป็นเสียงลูกแมว หรือเสียงเด็กจากบ้านใกล้เรือนเคียงที่อยู่ห่างออกไป แต่ในความเงียบยามค่ำคืน เสียงเหล่านั้นกลับฟังดูใกล้ชิดเสียจนน่าขนลุก
ผมเริ่มนอนไม่หลับ ผมรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนอยู่ในบ้านหลังนี้กับผม สายตาของผมมักจะเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ แวบไปมาตามมุมมืดของบ้าน หรือเห็นเหมือนมีใครยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานเก่า ก่อนที่มันจะหายไปเมื่อผมหันไปมองตรงๆ ผมเริ่มพูดคุยเรื่องนี้กับชาวบ้าน บางคนมองผมด้วยสายตาที่เข้าใจ บางคนก็หลบตาไม่พูดอะไร แต่มี ยายสาย หญิงชราเจ้าของร้านชำหัวมุมถนน ที่มักจะยิ้มอ่อนโยนให้ผมเสมอ แกเดินมานั่งลงข้างๆ ผมที่กำลังซื้อของแล้วกระซิบเสียงแผ่ว "พ่อหนุ่มพักอยู่บ้านยายอิ่มใช่ไหม" ผมพยักหน้า "บ้านหลังนั้นน่ะ... มีเจ้าของเดิมอยู่แล้วนะ พ่อหนุ่มใจแข็งหน่อยก็แล้วกัน" ยายสายไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น แต่สายตาของแกเต็มไปด้วยความห่วงใย ผมพยายามซักถาม แต่แกก็เลี่ยงตอบและเปลี่ยนเรื่องไป
คืนนั้น ผมตัดสินใจเปิดไฟนอน ผมรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง เสียงร้องไห้ของเด็กทารกดังขึ้นชัดเจนกว่าทุกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้แผ่วเบาเหมือนที่ผ่านมา แต่มันดังเหมือนอยู่แค่ปลายเท้าผม ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลัง ผมมองไปรอบๆ ห้องที่สว่างไสว แต่ก็ไม่เห็นอะไร ผมตัดสินใจลุกเดินออกไปนอกห้อง เปิดไฟทุกดวงในบ้าน เสียงนั้นเงียบไปทันทีที่ผมลุกจากเตียง
ผมเดินไปที่ครัวเพื่อหาน้ำดื่ม ขาผมชนเข้ากับอะไรบางอย่างบนพื้น ผมก้มลงมอง พบว่าเก้าอี้ไม้ที่ผมมักจะใช้นั่งเขียนหนังสือ ถูกเลื่อนออกมาจากโต๊ะกลางห้องครัวราวหนึ่งฟุต ผมจำได้แม่นว่าผมจัดเก็บมันไว้อย่างเรียบร้อยก่อนเข้านอน ผมยืนนิ่งมองเก้าอี้ตัวนั้น ความเย็นยะเยือกเริ่มจับขั้วหัวใจ
ผมพยายามปลอบตัวเองว่าคงเป็นความเหนื่อยล้า และความเครียดที่ทำให้ผมจินตนาการไปเอง แต่แล้วสายตาผมก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนพื้นไม้เก่าๆ ใกล้กับเก้าอี้ มันคือรอยมือเล็กๆ จางๆ รอยมือขนาดเท่าเด็กทารก ปรากฏอยู่บนฝุ่นผงที่เกาะอยู่บนพื้นไม้ ผมทรุดตัวลงนั่งช้าๆ มองรอยมือนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความกลัวค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาจนผมแทบหายใจไม่ออก นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่ไม่ใช่จินตนาการ
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไปหายายสายที่ร้านชำอีกครั้ง คราวนี้ผมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แกฟังอย่างละเอียด ยายสายมองหน้าผมด้วยแววตาเศร้าสร้อยก่อนจะถอนหายใจยาวๆ "ฉันรู้แล้วพ่อหนุ่ม... ฉันรู้ว่าทำไมถึงมาเล่าให้ฉันฟัง" ยายสายเริ่มเรื่องราวด้วยน้ำเสียงที่เนิบนาบแต่เต็มไปด้วยความรู้สึก "บ้านหลังนั้นน่ะ... มันมีประวัติ"
ยายสายเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว สมัยที่แกยังเป็นเด็กสาว บ้านหลังนี้เป็นของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ แม่นวล แม่นวลเป็นหญิงสาวรูปงาม มีกิริยามารยาทเรียบร้อย เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ ทั่วคุ้งน้ำ แม่นวลตั้งครรภ์กับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากต่างถิ่น แต่ยังไม่ทันจะได้แต่งงานกัน ชายหนุ่มคนนั้นก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งแม่นวลไว้กับลูกน้อยในครรภ์
"ชาวบ้านสงสารแม่นวลนัก เพราะนางเป็นคนดี แต่ก็มีบางคนนินทาว่าเป็นเพราะกรรมเก่า" ยายสายเล่าต่อ "จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่นวลก็หายไปจากบ้าน ชาวบ้านช่วยกันตามหา แต่ก็ไม่เจอใคร จนกระทั่งสามวันต่อมา มีชาวประมงไปเจอศพของแม่นวลลอยขึ้นอืดอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา สภาพศพน่าเวทนาเหลือเกิน นางท้องแก่ใกล้คลอด แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างอนาถ"
ยายสายเล่าว่า ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าแม่นวลตายได้อย่างไร บางคนว่านางตรอมใจจนคิดสั้น บ้างก็ว่าถูกคนร้ายผลักตกน้ำ เพราะสมัยนั้นเรื่องชู้สาวมักจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอยู่บ่อยครั้ง ที่สำคัญคือ เด็กในครรภ์ของแม่นวลก็หายไปด้วย ไม่มีใครพบศพเด็กเลย ราวกับว่าสายสะดือที่เชื่อมโยงชีวิตของแม่กับลูกได้ขาดสะบั้นไปอย่างกะทันหัน
"หลังจากนั้นไม่นาน... ก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นที่บ้านหลังนั้น" ยายสายเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เสียงเด็กร้องไห้ เสียงคนฮัมเพลงกล่อมเด็กในยามวิกาล ชาวบ้านเชื่อกันว่าวิญญาณของแม่นวลยังคงวนเวียนอยู่ เพื่อรอคอยลูกของนางที่หายไป นางตายทั้งที่ยังท้องกลม ความผูกพันของแม่ที่มีต่อลูกนั้นแรงกล้า ทำให้วิญญาณของนางไม่ยอมไปไหน"
ผมฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมยายสายถึงบอกให้ผมใจแข็ง ทำไมชาวบ้านถึงมองผมด้วยสายตาแบบนั้น สิ่งที่ผมเจอไม่ใช่จินตนาการ แต่มันคือตำนานที่ยังมีชีวิต ตำนานของ "ผีตายท้องกลม" ที่เฝ้ารอคอยลูกของตัวเองมานานนับหลายสิบปี
คืนนั้น ผมกลับมาที่บ้านด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ ผมจุดธูปไหว้พระ อธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แต่ในใจก็อดคิดถึงแม่นวลไม่ได้ ผมรู้สึกสงสารเธอจับใจ เสียงร้องไห้ของเด็กทารกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังมาจากใต้ถุนบ้าน เสียงฮัมเพลงกล่อมเด็กดังคลอเบาๆ ผมได้ยินเสียงเหมือนคนลากเท้าช้าๆ เดินวนเวียนอยู่รอบบ้าน
ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า หยิบไฟฉายแล้วค่อยๆ ย่องไปที่หน้าต่างไม้เก่าๆ ที่มองเห็นใต้ถุนบ้าน ผมส่องไฟฉายลงไปเบื้องล่าง หัวใจของผมเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ในความมืดสลัวใต้แสงไฟฉาย ผมเห็นเงาตะคุ่มๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงเสาไม้เก่าๆ นางสวมชุดผ้าถุงสีขาวหม่นๆ ผมยาวประบ่า นางยืนหันหลังให้ผม กำลังโยกตัวไปมาเบาๆ เหมือนกำลังอุ้มเด็กกล่อมอยู่ ผมมองเห็นเงาสะท้อนของดวงจันทร์ที่ส่องลอดช่องว่างของพื้นไม้กระทบกับผืนน้ำเบื้องล่าง
ทันใดนั้นเอง ร่างนั้นก็หยุดนิ่ง แล้วค่อยๆ หันกลับมาช้าๆ ช้ามากๆ เหมือนหนังในโรงละครที่ฉายภาพช้าๆ ผมเห็นใบหน้าของนางไม่ชัดเจนนัก เพราะถูกเส้นผมที่ปรกลงมาบดบังไว้ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศก ความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากดวงตาที่มองมาทางผม ผะ..ผะ..ผมเห็นเธอ! เธออยู่ตรงนี้! ผมอยากจะกรีดร้องออกมา แต่เสียงของผมมันติดอยู่ที่ลำคอ ผมยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป หัวใจของผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ
แม่นวลค่อยๆ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาช้าๆ ราวกับจะเชื้อเชิญให้ผมลงไปหา แขนอีกข้างยังคงโอบกอดบางสิ่งที่มองไม่เห็นเอาไว้แน่น ผมรู้สึกเหมือนวิญญาณของผมกำลังจะหลุดออกจากร่าง ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาเหมือนลมพัดผ่านข้างหู "ลูก...ลูกของฉัน..."
ผมสติแตก ผมกระชากผ้าม่านลงมาปิดหน้าต่างอย่างแรง แล้ววิ่งหนีออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่คิดชีวิต ผมวิ่งไปตามถนนลูกรังที่มืดมิด ไม่สนใจว่าเท้าจะเหยียบย่ำอะไรบ้าง ผมวิ่งจนกระทั่งไปถึงวัดในหมู่บ้านที่ยังคงมีแสงไฟสลัวๆ จากศาลา ผมทรุดตัวลงกับพื้น หายใจหอบถี่ (หายใจหอบ) น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
พระสงฆ์รูปหนึ่งที่กำลังทำวัตรอยู่ได้ยินเสียงเอะอะจึงออกมาดู ท่านเห็นผมในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมม ดวงตาแดงก่ำ ท่านเมตตาให้ผมเข้าไปพักในศาลา และเมื่อผมใจเย็นลง ผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านฟัง พระท่านฟังอย่างสงบ ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวว่า "โยมคงได้พบกับแม่นวลแล้วสินะ" ท่านอธิบายว่าแม่นวลไม่ได้มีเจตนาร้าย นางเพียงแค่โหยหาลูกของนางที่ไม่ได้ลืมตาดูโลก และนางติดอยู่กับความรู้สึกผิดและความเศร้าโศกนั้นจนไม่อาจไปผุดไปเกิดได้
ผมตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังนั้นในวันรุ่งขึ้นทันที ผมไม่ได้เก็บข้าวของอะไรมากมายนัก แค่หยิบเสื้อผ้าที่จำเป็นและกล้องถ่ายรูป ผมไม่ได้แม้แต่จะหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีกเลย ผมบอกลา ยายสาย และชาวบ้านบางคน ยายสายมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและสงสาร
ผมกลับมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงอีกครั้ง แต่ผมไม่เคยลืมเรื่องราวที่บ้านโคกมะขาม ผมไม่เคยลืมเสียงร้องไห้ของเด็กทารก กลิ่นดอกไม้หอมหวานที่ปนกับความหม่นหมอง และใบหน้าที่ถูกบดบังด้วยเส้นผมยาวๆ ของแม่นวล ผู้หญิงที่ตายท้องกลม และวิญญาณยังคงวนเวียนอยู่เพื่อรอคอยลูกของเธอ
บางครั้ง ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด ผมก็ยังรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กแผ่วๆ ลอยมาตามลม และบางครั้ง ผมก็ยังได้กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ไทยที่ปนกลิ่นประหลาดนั้น... กลิ่นที่เตือนใจผมว่า ตำนานของ "ผีตายท้องกลม" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต แต่เป็นความจริงที่ยังคงอยู่... รอคอย... และไม่เคยจางหายไปไหน