กลับไปหน้าที่แล้ว
ผีเปรต
ตำนานเล่าขาน

ผีเปรต

ฟังเสียง

ความยาว 10:10 นาที

เนื้อเรื่อง

ฉันยังจำได้ดีถึงฤดูร้อนช่วงปลายฝนต้นหนาวเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ฉันตัดสินใจหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง ไปพักใจกับป้าลำภู ญาติห่างๆ ที่บ้านห้วยกระเจา จังหวัดเพชรบุรี ค่ะ หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนัก ล้อมรอบด้วยป่าเขาเขียวขจี อากาศบริสุทธิ์ ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติและวัดวาอารามเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา

ป้าลำภูเป็นหญิงชราใจดี มีรอยยิ้มอบอุ่นเสมอ บ้านของป้าเป็นบ้านไม้เก่าๆ ยกสูง มีใต้ถุนโล่ง ข้างบ้านมีต้นมะม่วงใหญ่กับต้นลีลาวดีที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ยามค่ำคืน ฉันรู้สึกสงบอย่างประหลาดตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าสู่บ้านห้วยกระเจา ความเงียบสงัดของที่นี่แตกต่างจากความเงียบเหงาในเมือง มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงธรรมชาติ ทั้งเสียงจักจั่นเรไร เสียงจิ้งหรีด เสียงลมพัดใบไม้ไหว แต่ภายใต้ความสงบนั้น ฉันกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ เหมือนเรื่องราวเก่าแก่ที่รอวันถูกเปิดเผย

คืนแรกที่นั่น ฉันนอนหลับสบายเป็นพิเศษ แต่พอเข้าคืนที่สอง ฉันเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ ค่ะ มันเป็นเสียงครางแผ่วๆ ลากยาวมาจากที่ไกลๆ เหมือนเสียงคนร้องไห้ปวดร้าว ผสมกับเสียงสัตว์ที่กำลังเจ็บปวด ฉันพลิกตัวไปมาบนที่นอน พยายามคิดว่าคงเป็นเสียงสัตว์ป่าหรือลมพัด แต่มันไม่ใช่ เสียงนั้นมันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก ฉันลุกขึ้นไปแอบชะเง้อดูนอกหน้าต่าง แต่ก็เห็นเพียงความมืดมิดของป่าที่กลืนกินทุกสิ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเล่าให้ป้าลำภูฟัง ป้าเพียงยิ้มจางๆ แล้วบอกว่า "ที่นี่มันเงียบมาก หนูอาจจะหูแว่วไปเองก็ได้จ้ะ" แต่แววตาของป้ามันบอกอะไรบางอย่างที่ต่างออกไปค่ะ มันมีความกังวลฉายอยู่ลึกๆ และป้าก็ย้ำนักย้ำหนาว่า "อย่าออกไปเดินเล่นตอนกลางคืนนะหนู โดยเฉพาะแถวๆ ป่าช้าเก่าหลังวัดน่ะ"

ฉันพยักหน้าตามประสาคนไม่รู้เรื่อง แต่เสียงครางนั้นก็กลับมาอีกในคืนต่อๆ มา และดังขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ บางคืนฉันได้ยินเสียงหมาหอนหงิงๆ แล้วก็เงียบไปทันที ราวกับถูกอะไรบางอย่างกดทับ ป้าลำภูเริ่มดูซึมลง ไม่ค่อยพูดจาเหมือนเคย ฉันสังเกตเห็นว่าชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ดูอิดโรยและหวาดระแวงเป็นพิเศษในยามพลบค่ำ พวกเขาจะรีบเข้าบ้าน ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา ไม่มีใครกล้าออกมาเดินเพ่นพ่านหลังตะวันตกดิน

วันหนึ่ง ฉันไปช่วยป้าลำภูเก็บผักสวนครัวหลังบ้าน ระหว่างที่เราก้มๆ เงยๆ อยู่ จู่ๆ ก็มีกลิ่นประหลาดโชยมาตามลมค่ะ มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่าสาบสาง เหมือนซากศพที่ถูกทิ้งไว้กลางแดดนานวัน แต่ก็มีความคาวคลุ้งเหมือนเลือดสดๆ ผสมอยู่ด้วย กลิ่นนั้นแรงจนฉันต้องเอามือปิดจมูก! (หายใจหอบ) "ป้าคะ กลิ่นอะไรคะเนี่ย!" ฉันถามด้วยความตกใจ ป้าลำภูชะงักมือ ใบหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น ป้าเงยหน้ามองไปทางป่ารกทึบหลังหมู่บ้านด้วยแววตาหวาดกลัว ป้าบอกเสียงสั่นๆ ว่า "มัน...มันผ่านมาอีกแล้วสินะ"

คราวนี้ฉันไม่รอให้ป้าบอก ฉันรบเร้าให้ป้าเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ป้าลำภูถอนหายใจยาวๆ แล้วพาฉันไปนั่งที่แคร่ใต้ต้นมะม่วง ป้าเล่าด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง "ที่หมู่บ้านเราน่ะหนู มีตำนานเก่าแก่เล่าขานกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วจ้ะ เรื่องของ 'ไอ้ตัวสูง' ที่ชอบปรากฏกายในยามวิกาล" ป้าเล่าว่า "ไอ้ตัวสูง" ไม่ใช่ผีธรรมดา แต่มันคือวิญญาณของคนที่ถูกสาปให้กลายเป็นเปรต เพราะกรรมที่ทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ เป็นกรรมที่หนักหนาสาหัสมากที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือความโลภ ความตระหนี่ และการปฏิเสธน้ำใจต่อผู้อื่น

ป้าเล่าว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ 'ตาชื่น' แกเป็นคนร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน แต่กลับตระหนี่ถี่เหนียวอย่างหาที่สุดมิได้ แกจะกอบโกยทุกอย่างเข้าตัว ไม่เคยช่วยเหลือใครเลย แม้แต่กับพ่อแม่ของตัวเองก็ยังเคยดุด่า สาปแช่ง เพราะท่านมาขอแบ่งข้าวปลาอาหารไปแจกจ่ายชาวบ้านที่อดอยาก แกไม่เคยทำบุญทำทาน ไม่เคยบริจาคให้วัดวาอาราม ซ้ำร้ายยังเคยขโมยของมีค่าในวัดและนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปขายต่อชาวบ้านที่กระหายน้ำในช่วงภัยแล้ง โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนหรือล้มตาย

"เขาตายไปอย่างเดียวดาย ไม่มีใครอาลัย ไม่มีใครจัดงานศพให้สมเกียรติหรอกหนู" ป้าลำภูพูดเสียงเครือ "วิญญาณของเขาเลยต้องชดใช้กรรมที่เคยปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนอื่น ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความหิวโหยและกระหายน้ำไปชั่วนิรันดร์ เพราะตอนที่เขามีชีวิตอยู่ เขาก็ปฏิเสธอาหารและน้ำจากผู้ที่อดอยากเหมือนกัน"

คืนนั้น...เป็นคืนที่ฉันไม่มีวันลืม เสียงครางที่เคยแผ่วเบา กลายเป็นเสียงโหยหวนที่ดังและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอยู่แค่ปลายจมูก กลิ่นสาบสางคาวคลุ้งไปทั่วบริเวณบ้าน จนฉันแทบจะหายใจไม่ออก ฉันนอนตัวแข็งอยู่บนที่นอน เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั่วทั้งตัว ความกลัวเข้าครอบงำจนขยับไม่ได้ ฉันได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้ถุนบ้าน เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้ง แต่ทว่ากลับไร้น้ำหนัก ราวกับสิ่งมีชีวิตที่สูงใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้

เสียงนั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ประตูห้องนอนของฉัน ฉันหลับตาปี๋ พยายามภาวนาให้ทุกอย่างเป็นแค่ฝันร้าย แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงแผ่วๆ ที่ดังมาจากหน้าต่าง! เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังมองเข้ามา! ฉันรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วเหลือบมองไปทางหน้าต่าง!

หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้น! (เสียงสั่น) ตรงนั้น...ตรงหน้าต่าง! ฉันเห็นเงาร่างตะคุ่มๆ สูงเสียดฟ้า! มันสูงกว่าต้นมะม่วงใหญ่ข้างบ้าน! ร่างกายผอมเกร็งราวกับกิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยว ผิวหนังเหี่ยวย่นและดำคล้ำเหมือนซากศพที่เน่าเปื่อย ดวงตาของมันเป็นเบ้าลึกโบ๋กลวง ไม่มีแววตาใดๆ มีแต่ความทุกข์ทรมานที่แผ่ออกมา! ปากของมันกว้างใหญ่ฉีกถึงใบหู แต่ลำคอของมันกลับเล็กเท่ารูเข็ม! แขนและขาเรียวยาวผิดสัดส่วน มีเล็บยาวเฟื้อยแหลมคมเหมือนกรงเล็บของสัตว์ร้าย มันกำลังยื่นมือที่ผอมกะหร่องนั้นเข้ามาทางหน้าต่าง ราวกับจะเอื้อมคว้าอะไรบางอย่าง แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศธาตุ!

เสียงครางที่ฉันได้ยินตลอดหลายคืนนั้น มันคือเสียงของมัน! เสียงที่เต็มไปด้วยความหิวโหยและความกระหายที่ไม่เคยได้รับการเติมเต็ม! ฉะ...ฉะ...ฉันเห็นมัน! มันจ้องมองมาทางฉันด้วยความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด! ฉันอยากจะกรีดร้อง แต่เสียงของฉันถูกกลืนหายไปในลำคอ! ร่างกายของฉันแข็งทื่อราวกับถูกสาป! ฉันได้แต่จ้องมองร่างเปรตนั้นอย่างหวาดกลัวจนสุดขีด!

กว่าที่ร่างสูงใหญ่จะค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจากหน้าต่างของฉัน ฉันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ฉันจำได้เพียงว่าฉันสลบไปในที่สุด...

เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าลำภูมาพบฉันนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้าของฉันซีดเผือดเหมือนคนตาย ป้ารีบทำน้ำมนต์มาประพรมให้ แล้วจุดธูปเทียน ขอขมาต่อเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ป้าบอกว่าฉันโชคดีมากที่ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่านี้ เปรตตนนั้นมันแค่ปรากฏตัวให้เห็น ไม่ได้ทำร้ายใครโดยตรง เพราะกรรมของมันคือการต้องทนทุกข์ด้วยความหิวโหยกระหาย ไม่ใช่การทำร้ายผู้อื่น

หลังจากวันนั้น ฉันตัดสินใจลาป้าลำภูกลับกรุงเทพฯ ทันทีค่ะ แม้จะเสียดายที่ต้องจากบ้านห้วยกระเจาไป แต่ฉันก็รู้ว่าตัวเองคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ความทรงจำของร่างเปรตที่สูงเสียดฟ้า ดวงตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน และเสียงครางที่บาดลึกในหัวใจ มันยังคงหลอกหลอนฉันมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

ป้าลำภูบอกฉันว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านในบ้านห้วยกระเจายังคงได้ยินเสียงครางนั้นอยู่เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในคืนเดือนมืด หรือช่วงที่เกิดภัยแล้งหนักๆ พวกเขาจะร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ตาชื่น หรือ "ไอ้ตัวสูง" ตนนั้นอยู่เสมอ เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งวิญญาณที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการเป็นเปรตจะพ้นจากบ่วงกรรมได้ แม้จะรู้ดีว่ามันคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก

เรื่องราวของผีเปรตที่บ้านห้วยกระเจา ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสยองขวัญ แต่มันคือคำเตือนถึงผลของกรรมที่เกิดจากความโลภ ความตระหนี่ และการไร้เมตตา การที่คนเราปฏิเสธน้ำใจจากผู้อื่น ไม่ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่เห็นคุณค่าของแม้กระทั่งชีวิตของพ่อแม่ตัวเอง สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาก็คือความทุกข์ทรมานอันเป็นนิรันดร์ค่ะ และฉัน...ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ประจักษ์ถึงความจริงอันน่าขนลุกนี้ด้วยตาของตัวเอง