
ผีพราย
ฟังเสียง
ความยาว 8:47 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมยังจำเรื่องราวในวันนั้นได้ดีครับ ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่ผ่านมานานหลายปีแล้ว ความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวยังคงตามหลอกหลอนผมอยู่เสมอ โดยเฉพาะยามที่ได้ยินเสียงน้ำไหล หรือกลิ่นไอดินชื้นจากแม่น้ำ
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมตัดสินใจกลับไปเยี่ยมยายที่บ้านหนองน้ำแดง จังหวัดเพชรบุรี เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำแม่กลองที่ห่างไกลความเจริญ ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติและสายน้ำอย่างลึกซึ้ง ผมในฐานะหลานชายที่เติบโตในเมืองหลวง จึงรู้สึกแปลกแยกอยู่บ้างกับความเงียบสงบที่เกือบจะวังเวงของที่นี่
ยายของผมเป็นหญิงชราที่ผอมบาง ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่แววตายังคงฉายแววความเมตตาและภูมิปัญญา ยายมักจะเล่านิทานพื้นบ้านให้ผมฟังเสมอ โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับแม่น้ำแม่กลอง ยายจะย้ำนักย้ำหนาว่า "อย่าไปเล่นน้ำตอนโพล้เพล้เชียวหนาไอ้หลาน" ยายบอกว่าช่วงเวลาพลบค่ำเป็นเวลาที่สิ่งเร้นลับออกหากิน และที่น่ากลัวที่สุดคือ "พรายน้ำ"
ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่หรอกครับ คิดว่าเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก แต่แล้วเหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้น
คืนแรกที่ผมไปถึง เสียงจิ้งหรีดเรไรดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน แต่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้น ผมได้ยินเสียงแปลก ๆ คล้ายเสียงคนร้องเพลงแผ่ว ๆ แว่วมาจากทางแม่น้ำ มันเป็นทำนองที่หวานจับใจ แต่ก็เย็นยะเยือกจนขนลุก ผมพยายามคิดว่าอาจเป็นเสียงชาวบ้านที่พายเรือผ่านไปมา หรือไม่ก็เสียงลม แต่ทำนองนั้นมันช่างชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเสียงลม
สองสามวันต่อมา ไก่ที่เลี้ยงไว้หลังบ้านของชาวบ้านเริ่มหายไปทีละตัวสองตัว ไม่มีร่องรอยการถูกล่าเหมือนสัตว์ป่า และที่แปลกคือมันหายไปอย่างไร้เสียง ชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทากันถึงเรื่องอาถรรพ์ริมแม่น้ำ บางคนบอกว่าเห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ในน้ำตอนกลางคืน ผมเองก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเดินผ่านริมน้ำยามพลบค่ำ อากาศจะเย็นเยือกผิดปกติ ทั้งที่วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว
ความน่ากลัวค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างช้าๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง น้องบัว เด็กหญิงตัวเล็กๆ ลูกสาวของป้าข้างบ้านหายตัวไป ไม่มีใครเห็นน้องบัวหลังจากที่เธอวิ่งเล่นอยู่ริมแม่น้ำในช่วงเย็น ชาวบ้านระดมกำลังกันออกตามหาตลอดคืน เสียงร้องเรียกชื่อน้องบัวดังก้องไปทั่วป่าริมน้ำ แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แวว
ยายของผมดูเคร่งขรึมและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด คืนนั้นยายจุดธูปเทียนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าบ้าน และผูกสายสิญจน์รอบข้อมือให้ผม พร้อมกับกำชับว่า "ห้ามถอดเชียวนะไอ้หลาน ถ้าได้ยินเสียงเรียกชื่อก็อย่าได้ขานตอบเด็ดขาด" ผมรู้สึกถึงความจริงจังของยาย และเริ่มเชื่อในสิ่งที่ยายพูดมากขึ้น
คืนต่อมา ผมนอนไม่หลับ เสียงร้องเพลงเดิมนั้นกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนกว่าเดิมมาก มันเหมือนมีใครบางคนกำลังร้องเพลงกล่อมอยู่ใกล้ๆ ผมพยายามข่มตาหลับ แต่เสียงนั้นมันหวานล้ำและดึงดูดใจจนยากจะต้านทาน ผมรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้ลุกขึ้นจากที่นอน และเดินออกไปจากบ้านอย่างช้าๆ ราวกับอยู่ในภวังค์
เท้าของผมก้าวไปตามทางเดินแคบๆ มุ่งหน้าสู่ริมแม่น้ำอย่างไม่รู้ตัว ความมืดมิดยามค่ำคืนถูกสาดส่องด้วยแสงจันทร์สีนวลที่สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ ท่ามกลางหมอกจางๆ ที่ลอยเหนือผิวน้ำ ผมเห็น... ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง!
เธอมีเรือนร่างอรชร งดงามราวกับนางในวรรณคดี ผมสีดำยาวสยายเปียกชื้นแนบไปกับแผ่นหลัง เธอยืนอยู่กลางผิวน้ำราวกับลอยอยู่ ไม่จมลงไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ผิวของเธอขาวซีดราวกับหิมะ และริมฝีปากของเธอมีสีอมฟ้าเล็กน้อย ดวงตาของเธอดำขลับและลึกล้ำราวกับห้วงน้ำวน เธอกำลังจ้องมองมาที่ผม พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ที่งดงามจนน่าขนลุก
ผมยืนนิ่งเหมือนถูกสาป ม่านหมอกจางๆ เคลื่อนตัวรอบกายเธอ ยิ่งทำให้เธอดูลึกลับและน่าหลงใหล เธอค่อยๆ ยื่นมือเรียวสวยมาทางผม พร้อมกับเสียงร้องเพลงที่หวานจับใจชวนให้เคลิบเคลิ้ม ผมรู้สึกเหมือนถูกสะกดให้ก้าวเดินลงไปในน้ำทีละก้าว… ทีละก้าว…
"ผะ...ผะ...ผมเห็นมัน" ผมพึมพำกับตัวเอง สัญชาตญาณความกลัวเข้าครอบงำร่างกายจนสั่นสะท้าน มือที่ยื่นมานั้นไม่ได้งดงามอย่างที่คิด มันมีเล็บที่ยาวแหลมคม และผิวที่ดูเหมือนจะเปื่อยยุ่ยเล็กน้อย ผมรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ความสวยงามนั้นมันเป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อดึงดูดเหยื่อ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมได้ยินเสียงยายเรียกชื่อผมดังลั่น! "ไอ้หลาน! กลับมาเดี๋ยวนี้!" เสียงของยายฟังดูร้อนรนและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เสียงนั้นกระแทกเข้าสู่โสตประสาทของผมราวกับสายฟ้าฟาด ทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ ภาพตรงหน้าพลันบิดเบี้ยว ผู้หญิงคนนั้นยังคงยืนอยู่ แต่รอยยิ้มของเธอกลับดูน่ากลัวขึ้นอย่างประหลาด ดวงตาของเธอกลายเป็นสีแดงก่ำราวกับเลือด และใบหน้าของเธอก็เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป!
"กรี๊ดดดดดดดดดดดด!" (เสียงสั่น) ผมกรีดร้องสุดเสียง หันหลังวิ่งหนีกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิต หัวใจเต้นรัวเหมือนจะหลุดออกมาจากอก ผมวิ่งไปโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ยายรีบเข้ามาโอบกอดผม ตัวผมสั่นเทาไปหมด ยายพาผมไปนั่งหน้าหิ้งพระ จุดธูปเทียน และท่องบทสวดมนต์ ผมนั่งฟังเสียงสวดของยายทั้งที่ยังคงหายใจหอบถี่ๆ (หายใจหอบ) ยายเล่าให้ผมฟังว่า "ผีพราย" ตนนี้เป็นวิญญาณของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ "แม่นวล" เธอถูกคนรักหักหลังจนเสียใจมาก และกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่แม่น้ำแห่งนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน วิญญาณของเธอไม่ได้ไปผุดไปเกิด กลายเป็นพรายน้ำที่คอยหลอกล่อผู้คน โดยเฉพาะเด็กๆ หรือชายหนุ่ม ให้ลงไปตายในแม่น้ำ เพื่อที่วิญญาณของพวกเขาจะได้มาอยู่เป็นเพื่อนกับเธอชั่วนิรันดร์
วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านช่วยกันทำพิธีเซ่นไหว้แม่น้ำ มีการตั้งศาลเพียงตาถวายเครื่องเซ่นสังเวย เพื่อขอขมาและขับไล่สิ่งชั่วร้าย ผมยังคงเห็นแววตาหวาดกลัวของชาวบ้านทุกคนที่ริมแม่น้ำ แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือการที่ผมรู้ว่าผีพรายนั้นยังคงอยู่ที่นั่น ไม่ได้จากไปไหน เพียงแค่ถูกสะกดไว้ชั่วคราวเท่านั้น
หลังจากวันนั้น ผมก็กลับเข้ากรุงเทพฯ ไม่เคยกลับไปที่บ้านหนองน้ำแดงอีกเลย แม้ว่าเรื่องราวจะจบลงแล้ว แต่ภาพของผีพรายยังคงหลอกหลอนผมในความฝัน เสียงเพลงหวานล้ำที่นำไปสู่ความตายยังคงก้องอยู่ในหู และความรู้สึกเย็นยะเยือกยามอยู่ใกล้แหล่งน้ำก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผมต้องเผชิญไปตลอดชีวิต ผมรู้ดีว่าแม่น้ำแม่กลองที่บ้านหนองน้ำแดงยังคงมีผีพรายเฝ้ารอคอยเหยื่อรายต่อไปอย่างไม่ลดละ และตำนานความหลอนนี้ก็จะยังคงถูกเล่าขานต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น... ตราบใดที่สายน้ำยังคงไหลไม่หยุดนิ่ง
ผมเองก็เช่นกันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวนั้นตลอดไป ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงน้ำไหล หรือสัมผัสกลิ่นไอดินชื้นจากแม่น้ำ ภาพของดวงตาแดงก่ำและรอยยิ้มบิดเบี้ยวของพรายน้ำตนนั้นก็จะผุดขึ้นมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมรู้ดีว่าไม่อาจหนีพ้นจากเงาของมันได้อีกแล้ว ไม่มีวันไหนที่ผมจะใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ปราศจากความหวาดระแวง และไม่มีคืนใดที่เสียงเพลงแผ่วหวานจะไม่ได้ยินในความฝัน ผมทำได้เพียงภาวนาให้ดวงวิญญาณของน้องบัวและผู้เคราะห์ร้ายคนอื่นๆ ได้พบความสงบ และหวังว่าผมจะไม่ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดริมแม่กลองนั้นอีกเลยตราบจนลมหายใจสุดท้าย