กลับไปหน้าที่แล้ว
ผีแม่นาคแห่งบ้านคลองมะขาม
ตำนานเล่าขาน

ผีแม่นาคแห่งบ้านคลองมะขาม

ฟังเสียง

ความยาว 7:44 นาที

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่าจากหนังสือ หรือตำนานที่ถูกแต่งเติมให้เกินจริง แต่มันคือประสบการณ์ที่ผมเผชิญมาด้วยตัวเอง และมันยังคงตามหลอกหลอนผมมาจนถึงทุกวันนี้

บ้านของยายผมตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อบ้านคลองมะขาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเรือนไม้เก่าแก่ปลูกติดริมคลอง รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และเรือกสวน ที่นั่นสงบเงียบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวง ยายมักเล่าเรื่องเก่าๆ ให้ผมฟังเสมอ โดยเฉพาะเรื่องราวของ "ผีแม่นาค" ฉบับท้องถิ่น ที่ไม่ดังเท่าแม่นาคพระโขนง แต่ก็เป็นที่กล่าวขานกันในหมู่บ้าน ยายบอกว่าผีตนนี้เป็นวิญญาณของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ "แม่พิกุล" ที่เสียชีวิตพร้อมลูกในท้องเมื่อหลายร้อยปีก่อน ในช่วงที่สามีของเธออกไปรบหรือค้าขาย และไม่ได้กลับมาอีกเลย วิญญาณของแม่พิกุลยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้ ด้วยความรัก ความผูกพัน และความโศกเศร้าที่ไม่เคยจางหาย ยายมักย้ำเตือนผมเสมอว่า "วิญญาณที่อาลัยอาวรณ์แรงกล้า แม้ไม่อาฆาต ก็ยังน่ากลัวนะหลานเอ๊ย" ผมเองในวัยหนุ่มก็มักจะหัวเราะ ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อน หลังจากยายเสียชีวิต ผมก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่บ้านคลองมะขาม เพื่อดูแลสมบัติของยายและหาความสงบจากชีวิตในเมือง บ้านไม้เก่าๆ หลังนั้นดูอบอุ่นและคุ้นเคยดีในตอนแรก แต่ไม่นานความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มคืบคลานเข้ามา

มันเริ่มจากกลิ่น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่โชยมาเป็นระยะๆ ในยามค่ำคืน ทั้งๆ ที่รอบบ้านไม่มีต้นมะลิเลย ผมคิดว่าคงเป็นกลิ่นจากบ้านข้างๆ หรือลมพัดมา แต่กลิ่นนั้นมันชัดเจนเกินไป บางครั้งก็ได้ยินเสียงแผ่วๆ คล้ายเสียงเด็กอ่อนร้องไห้ ผมก็ปลอบตัวเองว่าคงเป็นเสียงแมวจรจัด หรือไม่ก็หูฝาดไปเอง แต่แล้วเสียงนั้นก็เริ่มถี่ขึ้น ชัดขึ้น จนบางคืนผมต้องลุกขึ้นมาดูรอบบ้าน แต่ก็ไม่พบอะไรเลยแม้แต่เงา

ความรู้สึกถูกจ้องมองเริ่มเข้ามาแทนที่ ผมรู้สึกเหมือนมีใครกำลังยืนมองผมจากมุมมืดของบ้านอยู่เสมอ เวลาเดินผ่านห้องที่ยายเคยนอน จะรู้สึกเย็นวาบผิดปกติ ทั้งๆ ที่อากาศไม่ได้หนาวจัดอะไรเลย ผมเริ่มนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทุกครั้งที่หลับตาลง ภาพเงาตะคุ่มๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งก็มักจะปรากฏขึ้นมาในความคิด

อยู่มาคืนหนึ่ง ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นที่ติดกับระเบียงไม้เก่าๆ ทันใดนั้น เก้าอี้โยกไม้สักที่ยายชอบนั่ง ก็เริ่มโยกเองช้าๆ เอี๊ยดอ๊าด... เอี๊ยดอ๊าด... เสียงนั้นดังสลับกับเสียงลมหายใจแผ่วๆ อยู่ใกล้ๆ ผมตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก ผมพยายามรวบรวมสติบอกตัวเองว่า "คงเป็นลม... ลมพัด" แต่ในคืนนั้นลมสงบสนิท ไม่มีแม้แต่ใบไม้กระดิก ผมค่อยๆ หันไปมองที่เก้าอี้โยกนั้นช้าๆ มันยังคงโยกต่อไป เหมือนมีใครกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ ผมรีบลุกพรวดพราดเข้าห้องนอนแล้วล็อกประตูแน่นหนา ตลอดคืนนั้นผมนอนไม่หลับเลย

เช้าวันต่อมา ผมไปหาลุงสมพงษ์ ผู้เฒ่าในหมู่บ้านที่รู้จักบ้านของยายดี ลุงมองผมด้วยแววตาที่เข้าใจก่อนจะพูดว่า "บ้านหลังนั้นมันมีเจ้าของเก่าที่รักบ้านมากนะพ่อหนุ่ม วิญญาณแม่พิกุลน่ะสิ นางยังคงรอผัวของนางอยู่" ลุงเล่าต่อว่าแม่พิกุลเป็นหญิงงามประจำหมู่บ้าน รักสามีมาก แต่สามีไปรบแล้วไม่กลับมา นางก็ตรอมใจตายพร้อมลูกในท้อง วิญญาณของนางจึงผูกติดอยู่กับบ้านหลังนี้ ด้วยความรักและความผูกพันที่มหาศาล

ผมกลับมาที่บ้านด้วยความหวาดหวั่นปนสงสัย คืนนั้นผมพยายามไม่คิดอะไร แต่ความกลัวมันฝังลึกเข้าไปแล้ว ผมได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กดังชัดเจนขึ้น คลอไปกับเสียงฮัมเพลงกล่อมเด็กแผ่วๆ ราวกับมีใครกำลังอุ้มลูกน้อยเดินวนเวียนอยู่ในบ้าน เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมพยายามหลับตาให้สนิท เอาผ้าห่มคลุมโปงทั้งตัว แต่ก็ไม่ช่วยอะไร ผมรู้สึกเหมือนมีลมเย็นๆ พัดผ่านไปใกล้ๆ หัวเตียง แล้วก็มีกลิ่นดอกมะลิหอมฟุ้งเข้ามาใกล้จนรู้สึกเหมือนอยู่ตรงหน้า ผมกลั้นหายใจ (หายใจหอบ) ความกลัวเข้าครอบงำจนผมขยับตัวไม่ได้

"แม่... แม่... อยู่ไหนลูก" เสียงกระซิบแผ่วเบาของผู้หญิงดังขึ้นข้างหู ผมสะดุ้งสุดตัวลืมตาโพลง!

ภาพตรงหน้าทำให้ผมแทบหยุดหายใจ ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ปลายเตียง เธอสวมชุดไทยโบราณสีขาวซีดจาง ใบหน้าของเธอมีผ้าโปร่งบางๆ คลุมอยู่ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ดวงตาของเธอนั้นฉายแววโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เธอกำลังอุ้มอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนทารกอยู่ในอ้อมแขน ใบหน้าของเด็กนั้นซีดเซียว ไร้สีเลือด และเธอ... เธอกำลังจ้องมองมาที่ผม!

"คุณ... คุ... คุณเป็นใคร!" ผมพยายามเปล่งเสียงออกมา แต่เสียงมันสั่นพร่าไปหมด (เสียงสั่น) เธอไม่ตอบ เพียงแค่เอื้อมมือที่ซีดขาวราวกับกระดูกออกมาช้าๆ เหมือนจะแตะต้องผม! (เสียงสั่นรัว) "อยะ... อยะ... อย่าเข้ามานะ!" ผมกรีดร้องสุดเสียง! ก่อนจะกระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งหนีออกจากบ้านไปอย่างไม่คิดชีวิต ผมวิ่งไปตามถนนในหมู่บ้านที่มืดมิด ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงหมาหอนห่างๆ และเสียงหัวใจของผมที่เต้นระรัวอยู่ในอก

ผมไปถึงวัดที่อยู่ท้ายหมู่บ้านในสภาพที่แทบหมดแรง หลวงพ่อเจ้าอาวาสเมตตาให้ที่พักพิง ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงพ่อฟัง ท่านฟังอย่างสงบแล้วถอนหายใจ "วิญญาณแม่พิกุลนั้น ท่านไม่ได้คิดร้ายอะไรหรอกโยม แค่ยังคงยึดติดอยู่กับความรักและความห่วงใยในสามีและลูกน้อยที่ต้องจากไปก่อนเวลาอันควรเท่านั้น" หลวงพ่ออธิบายว่าแม่พิกุลเสียชีวิตระหว่างคลอดลูก เพราะสามีออกไปค้าขายแล้วเรือล่มหายสาบสูญ วิญญาณของนางจึงยังคงวนเวียนรอคอย และคิดว่าผมอาจจะเป็นสามีของนาง หรือไม่ก็เป็นผู้ที่นางสามารถสื่อสารด้วยได้

หลวงพ่อได้ทำพิธีสวดบังสุกุล อุทิศส่วนบุศบให้แม่พิกุลและลูกน้อยของนางอย่างต่อเนื่องหลายวัน ท่านยังให้ผมนำของใช้ส่วนตัวของสามีแม่พิกุลที่เก็บไว้ในหีบเก่าในบ้านไปทำบุญ เพื่อให้วิญญาณของทั้งคู่ได้พบกันและไปสู่สุขคติ

หลังจากพิธีนั้น ผมกลับไปที่บ้านอีกครั้ง บ้านยังคงเป็นบ้านไม้เก่าหลังเดิม แต่ความรู้สึกเย็นยะเยือก ความกดดัน และกลิ่นมะลิที่เคยมีก็หายไปหมดสิ้น มันเหลือเพียงความสงบเงียบ ผมตัดสินใจยกบ้านหลังนี้ให้เป็นสมบัติของวัด เพื่อใช้เป็นที่พักสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ผมไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านหลังนั้นได้อีก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไปแล้ว ผมเข้าใจในความรักและความผูกพันของแม่พิกุล และได้เรียนรู้ว่าวิญญาณบางดวงนั้นไม่ได้น่ากลัวเพราะความอาฆาต แต่เป็นเพราะความเศร้าโศกเสียใจและอาลัยอาวรณ์ที่ยังคงติดอยู่กับโลกใบนี้

ทุกวันนี้ เรื่องราวของแม่พิกุล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ผีแม่นาคแห่งบ้านคลองมะขาม" ก็ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อกันมา เป็นเครื่องเตือนใจถึงความรัก ความพลัดพราก และการยึดติด วิญญาณของแม่พิกุลอาจจะไปสู่สุขคติแล้ว แต่เรื่องราวของเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของผู้คนในบ้านคลองมะขามตลอดไป.