กลับไปหน้าที่แล้ว
ผีกระหัง
ตำนานเล่าขาน

ผีกระหัง

ฟังเสียง

ความยาว 12:02 นาที

เนื้อเรื่อง

“ผีกระหัง”

เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ ไม่ใช่เรื่องแต่ง ไม่ใช่ตำนานที่หยิบยกมาจากหนังสือเล่มไหน แต่เป็นประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ที่บ้านสวนเก่าแก่ของปู่ในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง หลังจากที่ปู่จากไปอย่างกะทันหันเมื่อปีที่แล้ว ผมในฐานะหลานชายคนเดียวที่เป็นกำลังหลัก ต้องลงไปจัดการเรื่องทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงบ้านหลังนั้น ซึ่งปู่เคยเปรยๆ ไว้ว่าอยากให้ผมดูแลต่อ ผมเองก็โตมาในเมืองหลวง ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตต่างจังหวัด แต่ปู่ก็คือปู่ และผมก็เคารพในความปรารถนาสุดท้ายของท่าน

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ลงใต้ใช้เวลานานพอสมควร ยิ่งเมื่อต้องเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้าสู่ถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อสองข้างทางเรียงรายด้วยต้นยางพาราที่ยืนต้นสูงเสียดฟ้า แสงแดดยามบ่ายที่เคยร้อนแรงก็เริ่มอ่อนแรงลง ความเขียวขจีรอบด้านชวนให้รู้สึกสดชื่นก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความลึกลับบางอย่างแฝงอยู่ ผมขับรถเข้าไปตามทางจนสุดลูกหูลูกตา ท้ายที่สุดก็มาถึงรั้วไม้เก่าๆ ที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ ผมจอดรถแล้วลงไปเปิดประตู เสียงไม้เก่าๆ เอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงร้องของอะไรบางอย่าง

บ้านของปู่เป็นบ้านไม้สองชั้นยกสูง สีซีดจางไปตามกาลเวลา มีชานกว้างๆ ยื่นออกไปด้านหน้า รอบบ้านร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่และสวนผลไม้ที่ปู่ปลูกไว้ กลิ่นดินชื้นๆ กลิ่นยางพาราจางๆ และกลิ่นดอกไม้อะไรสักอย่างที่ผมไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน ลอยมาตามลมปะทะจมูกอย่างจัง ผมยืนมองบ้านอยู่นาน ความรู้สึกแรกคือความสงบเงียบที่แทรกซึมไปทั่ว แต่แล้วความรู้สึกอีกอย่างก็ผุดขึ้นมา มันคือความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เหมือนบ้านหลังนี้ถูกทิ้งให้เดียวดายมานานแสนนาน

ผมค่อยๆ เปิดประตูไม้ที่ขึ้นสนิมเข้าไปในบ้าน ฝุ่นจับหนาเตอะทุกซอกทุกมุม บรรยากาศภายในบ้านเย็นยะเยือกกว่าข้างนอก ผมเริ่มสำรวจข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของปู่ ห้องโถงกว้างมีเฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณชุดหนึ่งวางอยู่ ถัดไปเป็นห้องครัวที่มีครกไม้ขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่มุมหนึ่ง ครกใบนั้นดูเก่าแก่และมีร่องรอยการใช้งานมาอย่างยาวนานกว่าครกทั่วไปที่ผมเคยเห็น ผมลองยกดู มันหนักมาก หนักจนไม่น่าเชื่อว่าปู่จะใช้งานมันได้คล่องมือ

คืนแรกผ่านไปอย่างเงียบสงบ ผมนอนไม่ค่อยหลับนักเพราะไม่ชินกับความเงียบแบบนี้ ในเมืองมีเสียงรถวิ่ง เสียงคนคุยกันตลอดเวลา แต่ที่นี่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไร และเสียงของลมที่พัดใบไม้ไหว ผมพยายามข่มตาหลับจนกระทั่งแสงแรกของวันมาถึง วันรุ่งขึ้นผมเริ่มเก็บกวาดบ้านอย่างจริงจัง ผมเจอข้าวของมากมายที่ปู่เก็บสะสมไว้ หนึ่งในนั้นคือสมุดภาพเก่าๆ เล่มหนึ่ง ผมนั่งลงเปิดดูรูปภาพของปู่ในวัยหนุ่ม รูปครอบครัวที่หาดูได้ยาก และรูปบ้านหลังนี้ในอดีต

มีรูปหนึ่งสะดุดตาผมเป็นพิเศษ เป็นรูปปู่ยืนอยู่หน้าบ้านในชุดเสื้อผ้าที่ดูเก่าแก่กว่ารูปอื่นๆ ใบหน้าของปู่ในรูปนั้นดูผอมซูบ ดวงตาโหลลึกผิดปกติ และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกขนลุกคือเงามืดจางๆ ด้านหลังปู่ในรูป มันเป็นเงาที่บิดเบี้ยวผิดรูปเหมือนกับเงาของปีกขนาดใหญ่ที่กำลังกางออก แต่ภาพก็เบลอจนมองไม่ชัด ผมพยายามเพ่งมองเท่าไหร่ก็จับรายละเอียดไม่ได้ แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกผมว่ามันไม่ใช่เงาของต้นไม้ ผมสลัดความรู้สึกประหลาดนั้นทิ้งไป คิดว่าคงเป็นเพราะรูปเก่าและแสงเงาที่ทำให้ภาพเพี้ยนไปเอง

หลายวันต่อมา ผมเริ่มชินกับชีวิตที่นี่ ยกเว้นตอนกลางคืน... คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนระเบียง ลมพัดเอื่อยๆ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุม ทุกอย่างดูปกติ จนกระทั่งผมได้ยินเสียงหนึ่ง เสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังกระพือปีก! (เสียงสั่น) แต่มันไม่ใช่เสียงนกทั่วไป มันเป็นเสียงที่หนักหน่วง ชุ่มชื้น และเป็นจังหวะ เหมือนปีกขนาดใหญ่ที่กระพือช้าๆ และหนักๆ เสียงนั้นดังมาจากทางบึงน้ำหลังบ้าน ซึ่งปู่เคยบอกว่าเป็นบึงเก่าแก่ที่มีต้นบัวขึ้นเต็มพรืด ผมพยายามฟังให้ชัดขึ้น เสียงนั้นก็หยุดลงทันที ผมรออีกพักใหญ่แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่าเป็นเสียงค้างคาวตัวใหญ่ หรือไม่ก็กบตัวมหึมาในบึงนั้น แต่ลึกๆ ในใจผมรู้ว่ามันไม่ใช่

เช้าวันต่อมา ลุงบุญ เพื่อนบ้านเก่าแก่ของปู่ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นโดยแท้ แวะมาเยี่ยม ลุงบุญเป็นคนใจดีและเป็นมิตร ผมเล่าให้ลุงฟังถึงเรื่องเสียงที่ได้ยินเมื่อคืน ลุงบุญจิบกาแฟดำในมือช้าๆ แล้วมองหน้าผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหนักใจ “อืมมม... บ้านหลังนี้มันมีเรื่องเก่าๆ เล่ากันมานานแล้วนะไอ้หนู” ลุงบุญพูดด้วยน้ำเสียงเนิบๆ “โดยเฉพาะตรงแถวบึงหลังบ้านน่ะ พวกคนเฒ่าคนแก่บอกว่ามันเป็นที่... ที่ไม่ควรเข้าใกล้เวลากลางคืน”

ผมพยายามสอบถามรายละเอียด แต่ลุงบุญก็เลี่ยงที่จะพูดถึง พลางบอกแค่ว่า “มันเป็นเรื่องของไสยศาสตร์เก่าแก่ ที่คนรุ่นใหม่แบบเอ็งคงไม่เข้าใจหรอก... แค่อย่าอยู่บ้านคนเดียวบ่อยนักนะไอ้หนู ยิ่งวันพระวันโกน หรือคืนเดือนมืดแบบเมื่อคืนนี่แหละ... พวกสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น มันจะชอบออกมา...”

คำพูดของลุงบุญทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น ผมกลับเข้ามาในบ้าน เดินสำรวจห้องนอนของปู่อีกครั้ง ผมเจอหีบไม้เก่าๆ ใต้เตียง เปิดออกดูข้างในมีแต่ผ้าเก่าๆ ที่พับเก็บไว้อย่างเรียบร้อย แต่ใต้ผ้าเหล่านั้น ผมเจอสมุดเล่มเล็กๆ ปกหนังสีดำที่ดูเก่าแก่มาก ผมหยิบมันขึ้นมา เปิดดู พบว่าเป็นบันทึกของปู่ ลายมือหวัดๆ บางหน้าก็ดูเหมือนเขียนอย่างเร่งรีบ

ปู่ไม่ได้เขียนบันทึกเรื่องราวประจำวัน แต่เป็นการเขียนถึง ‘ความหิวที่ไม่สิ้นสุด’ ‘การบินในยามรัตติกาล’ และ ‘วิชาที่ถูกลืม’ ปู่เขียนถึงช่วงเวลาที่หมู่บ้านเผชิญกับภัยแล้งและโรคระบาดในอดีตนานมาแล้ว ว่าบรรพบุรุษคนหนึ่งในตระกูลได้ไปขอวิชาจากอาจารย์ไสยศาสตร์คนหนึ่ง เพื่อปกป้องครอบครัวและที่ดินจากความอดอยากและผู้บุกรุก วิชาที่ว่านั้นต้องแลกมาด้วยการ ‘แยกกายออกจากร่าง’ ในยามค่ำคืน เพื่อออกไปหาอาหารประทังชีพ

ผมอ่านไปเรื่อยๆ หัวใจผมเต้นระรัว ปู่เขียนว่ามันไม่ใช่การเป็นผี แต่เป็นการถูกสาปให้กลายเป็น ‘กระหัง’ ร่างกายส่วนศีรษะและอวัยวะภายในจะหลุดลอยออกจากร่างเพื่อออกหากินในยามค่ำคืน โดยมีพังผืดคล้ายปีกงอกออกมาจากคอ และต้องกลับคืนสู่ร่างเดิมก่อนรุ่งสาง มิฉะนั้นร่างจะตาย ปู่เล่าถึงความเจ็บปวดทรมานของบรรพบุรุษที่ต้องแบกรับวิชานี้ และความหิวที่ไม่สิ้นสุดที่ขับเคลื่อนให้ต้องออกไปในทุกคืนเดือนมืด ผมเริ่มเข้าใจความผอมซูบในรูปของปู่ และเสียงกระพือปีกที่ผมได้ยิน

บันทึกของปู่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าใครคือบรรพบุรุษคนนั้น หรือวิชาดังกล่าวได้ส่งต่อมาถึงปู่ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ปู่เขียนปิดท้ายทำให้ผมแทบหยุดหายใจ: “ความหิวโหยนี้มันกัดกินไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ และบางทีมันอาจจะไม่ได้จบลงแค่รุ่นเรา”

คืนนั้น ผมนอนไม่หลับเลยแม้แต่น้อย เสียงกระพือปีกไม่ได้ดังแค่ที่บึงน้ำอีกต่อไป แต่มันดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนลอยวนอยู่รอบๆ บ้าน และครั้งนี้ ผมได้ยินเสียงอื่นแทรกเข้ามาด้วย มันเป็นเสียงฉีกกระชากและเคี้ยวอย่างหิวกระหาย คล้ายเสียงสัตว์กินซาก กำลังกินอะไรบางอย่างที่ยังดิบสดใหม่ ผมลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ใจเต้นตึกตักเหมือนจะทะลุออกมานอกอก ผมค่อยๆ ย่องไปที่หน้าต่างของห้องนอนปู่ พยายามชะเง้อลอดช่องผ้าม่านที่ปิดไม่สนิทออกไปดู

นอกหน้าต่างเป็นความมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวบางๆ ลอยเด่นอยู่เหนือยอดต้นยางพารา ผมมองไม่เห็นอะไรเลยในตอนแรก นอกจากความมืดและเงาของต้นไม้ที่โยกไหวตามลม แต่แล้ว ผมก็เห็นมัน! (เสียงสั่นมาก) สิ่งนั้น! มันเป็นเงาดำทะมึนขนาดใหญ่กว่าค้างคาวหลายเท่า ลอยนิ่งอยู่เหนือพุ่มไม้ใกล้ๆ คอกไก่ของลุงบุญ ผมเห็นพังผืดขนาดใหญ่ที่แผ่กางออกคล้ายปีก ผมเห็นบางสิ่งที่เป็นมันวาวสะท้อนแสงจันทร์เลือนราง และที่สำคัญ ผมเห็นจุดสีแดงเรืองรองสองจุด (หายใจหอบ) ที่จ้องมองมาทางบ้านผมอย่างไม่ผิดเพี้ยน เหมือนดวงตาของสัตว์ร้าย!

หัวใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นเฉียบ ผมไม่สามารถอธิบายสิ่งนั้นได้ด้วยเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เสียงกระพือปีกที่เคยดังอยู่ห่างๆ ตอนนี้กลับดังอื้ออึงอยู่ในหัวผม เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะพังเข้ามา ผมได้ยินเสียงไก่ร้องลั่นจากคอกไก่ของลุงบุญ! (เสียงตกใจ) ดังแว่วมาตามลม ก่อนที่เสียงจะขาดหายไปในทันที... เหมือนโดนฉีกกระชากไปอย่างไร้ความปรานี

ผะ... ผะ... ผมถอยกลับมาจากหน้าต่างช้าๆ ผมรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรหาลุงบุญ หรือใครก็ได้ แต่หน้าจอแสดงผล ‘ไม่มีสัญญาณ’ ผมพยายามกดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไร้ประโยชน์ แบตเตอรี่ของโทรศัพท์ที่เพิ่งชาร์จเต็มเมื่อหัวค่ำก็ลดฮวบฮาบจนดับไปในที่สุด ผมนั่งตัวสั่นงันงกอยู่กลางห้อง ไม่กล้าขยับไปไหนทั้งสิ้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่อยู่บนหลังคาบ้าน เสียงครูดกรอบแกรบราวกับกรงเล็บขนาดใหญ่กำลังขูดขีดพื้นไม้เก่าๆ ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆ ห่างออกไป และเงียบหายไปในที่สุด เมื่อแสงแรกของวันเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง

ผมขับรถออกมาจากบ้านปู่ในตอนเช้าตรู่ โดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย ผมไม่แม้แต่จะแวะไปบอกลาลุงบุญ หรือจัดการเรื่องที่ดินมรดกที่เหลืออยู่ ผมเร่งเครื่องยนต์ออกไปจากอำเภอควนขนุน และจากจังหวัดพัทลุงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย และผมก็ตัดสินใจขายบ้านหลังนั้นไปในราคาที่ถูกกว่าที่ควรจะเป็นมาก โดยไม่สนใจเรื่องเงินทองอะไรอีกแล้ว

เรื่องราวทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะจบลงตรงนั้น แต่บางครั้ง ในยามค่ำคืนที่ผมอยู่ในคอนโดฯ ใจกลางกรุงเทพฯ ผมจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นบางอย่าง กลิ่นดินชื้นๆ คละเคล้ากับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ไม่รู้มาจากไหน ทั้งที่ผมอยู่ในห้องที่สะอาดสะอ้าน และบางครั้ง... โดยเฉพาะเวลาที่ผมเผลอมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก หรือหน้าจอโทรศัพท์ที่ปิดมืดสนิท ผมจะรู้สึกเหมือน (เสียงสั่น) มีประกายสีแดงจางๆ วูบไหวอยู่ในดวงตาของผมเองเพียงชั่วพริบตา... เหมือนดวงตาที่หิวกระหายอยู่ตลอดเวลา