กลับไปหน้าที่แล้ว
ผีกองกอย
ตำนานเล่าขาน

ผีกองกอย

ฟังเสียง

ความยาว 7:35 นาที

เนื้อเรื่อง

ผมจำได้ดีถึงคำเตือนของยาย ยายมักจะเล่าเรื่องผีกองกอยให้ฟังเสมอเมื่อผมนอนค้างที่บ้านนาอ่าง จังหวัดเลย บ้านไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่เชิงเขาภูเรือแห่งนี้ มีเรื่องเล่าขานมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย เรื่องของป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ และสิ่งลี้ลับที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด

“ระวังตัวนะไอ้หลาน” ยายจะพูดเสียงเข้ม “กลางคืนอย่าออกนอกชาน แล้วเวลานอน ให้เอาเท้าขึ้นสูงๆ หรือไม่ก็หาไม้เท้าเก่าๆ มาวางขวางไว้ปลายตีน”

ผมในวัยยี่สิบกว่าๆ ที่เพิ่งย้ายกลับมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาช่วยยายทำสวน มักจะหัวเราะกับคำเตือนเหล่านั้น ผมคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่าโบราณที่เอาไว้ขู่เด็กไม่ให้ออกไปซุกซนตอนกลางคืน

“ผีกองกอยน่ะ มันไม่ใช่ผีที่ตายแล้วเฮี้ยนหรอกไอ้หลาน” ยายจะอธิบายเสียงจริงจัง “มันเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่อยู่ในป่าลึกมานานแสนนาน บ้างก็ว่ามันคือวิญญาณของคนบาปที่ไปลบหลู่เจ้าป่าเจ้าเขา บ้างก็ว่ามันคือเผ่าพันธุ์ที่สาบสูญไปจากการทำผิดจารีตของบรรพบุรุษ พวกมันมีขาเดียว กระโดดไปมาเหมือนกบ เสียงที่ได้ยินจะเป็น ตุ้บๆๆ เบาๆ แต่เร็ว บางทีก็มีเสียงคล้ายหายใจฟืดฟาด พวกมันชอบดูดเลือดที่หัวแม่เท้าตอนคนหลับ ยิ่งเป็นเด็กเล็กๆ ยิ่งอันตรายนัก”

ผมก็แค่พยักหน้าหงึกหงักไปตามมารยาท แต่ในใจก็ยังคงไม่เชื่อ

ช่วงแรกๆ ที่กลับมาอยู่บ้านนาอ่าง ชีวิตผมก็ดำเนินไปอย่างสงบสุข ยามค่ำคืนจะมีเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม ตามด้วยเสียงกบเขียดที่บึงหลังบ้าน และบางครั้งก็มีเสียงหมาหอนรับกันเป็นทอดๆ มันเป็นความสงบที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง

แต่แล้วคืนหนึ่ง ผมก็ได้ยินเสียงแปลกๆ เสียง "ตุ้บ... ตุ้บ... ตุ้บ..." เบาๆ แต่มั่นคง เหมือนมีอะไรบางอย่างกระโดดอยู่รอบๆ บ้าน ผมลุกขึ้นไปแอบมองลอดหน้าต่าง แต่ก็ไม่เห็นอะไร นอกจากความมืดมิดและเงาตะคุ่มของต้นไม้ ผมคิดว่าคงเป็นสัตว์ป่าพวกกระต่ายหรือตัวอะไรสักอย่างที่หลงเข้ามาหากินใกล้บ้าน จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก

เสียงนั้นมาอีกในคืนต่อมา และคืนต่อๆ ไป มันดังขึ้นใกล้ขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเสียงนั้นวนเวียนอยู่ใต้ถุนบ้าน หรือบางทีก็ดังอยู่บนชานเรือน ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง เสียงลมบ้างล่ะ เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันบ้างล่ะ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ป้าสาย เพื่อนบ้านที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับยาย มานั่งคุยด้วยที่ชานบ้าน แกเล่าว่าเมื่อคืนแกนอนไม่หลับ รู้สึกเหมือนมีอะไรเย็นๆ มาเลียที่หัวแม่เท้า พอจะลืมตาดู ก็รู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ จนต้องท่องพุทโธในใจอยู่หลายครั้งกว่าจะหลับไปได้

“ยายก็บอกให้เอาเท้าขึ้นสูงๆ” ยายของผมบ่นขึ้นมา “ผีกองกอยมันไม่ชอบให้เอาเท้าขึ้นสูง”

คราวนี้ผมเริ่มใจไม่ดี ผมเริ่มนึกถึงเสียง "ตุ้บๆๆ" ที่ได้ยินทุกคืน ความไม่สบายใจมันกัดกินอยู่ในอก

ผมพยายามที่จะไม่คิดมาก แต่แล้ววันหนึ่ง ผมต้องเข้าป่าไปหาเก็บสมุนไพรตามที่ป้าสายแกสั่งไว้ให้ยา ยายเตือนแล้วเตือนอีกว่าให้รีบกลับก่อนตะวันตกดิน แต่ผมก็เพลินไปหน่อยกว่าจะรู้ตัว ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้มแดงฉาบไปทั่วขอบฟ้า

ผมรีบเดินกลับ แต่ดูเหมือนผมจะหลงทางเสียแล้ว! ป่าเริ่มมืดลงอย่างรวดเร็ว ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาจนแสงอาทิตย์เล็ดรอดลงมาไม่ถึง บรรยากาศเริ่มเงียบสงัดลงอย่างน่าขนลุก เสียงจิ้งหรีดที่เคยได้ยินหายไปหมดสิ้น มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้เบาๆ เท่านั้น

แล้วเสียงนั้นก็มา...

"ตุ้บ... ตุ้บ... ตุ้บ..."

คราวนี้มันชัดเจนมาก ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า ไม่ใช่เสียงลมพัด มันคือเสียงกระโดดที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ ผมหยุดนิ่ง หายใจติดขัด หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก ผมพยายามมองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่เห็นอะไร

เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ "ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!" มันเหมือนกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาผม ผมผวาเข้าไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ต้นหนึ่ง แอบมองออกไปอย่างหวาดระแวง

ในความมืดสลัวนั้น ผมเห็น... เห็นเงาดำๆ เล็กๆ ร่างกายดูผอมแห้ง กำลังกระโดดไปข้างหน้าด้วยขาเพียงข้างเดียว! มันเคลื่อนที่เร็วมาก ผมเห็นไม่ถนัดนัก แต่รูปร่างนั้น... มันตรงกับที่ยายเคยเล่าทุกประการ! (หายใจหอบ)

ผมยืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ กลัวว่าเสียงลมหายใจของผมจะดึงดูดความสนใจของมัน ผมได้ยินเสียง "ฟืด... ฟืด..." คล้ายเสียงหายใจที่แผ่วเบา แต่เย็นยะเยือก

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ผมยืนอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งเสียง "ตุ้บๆๆ" นั้นค่อยๆ ห่างออกไป และเงาดำนั้นก็หายลับไปในความมืด ผมรีบวิ่งออกมาจากป่า วิ่งไม่คิดชีวิต จนกระทั่งมาถึงบ้านด้วยสภาพเหนื่อยหอบ ตัวสั่นเทาไปทั้งตัว

คืนนั้น ผมนอนไม่หลับเลย ผมเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน นั่งอยู่บนเตียง กอดเข่าแน่น หูคอยเงี่ยฟังเสียงภายนอกบ้าน ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่ามันอาจจะเป็นแค่ภาพหลอนที่เกิดจากความกลัว แต่ภาพเงาหนึ่งขากระโดดนั้นมันยังคงติดตาผมอยู่

จนกระทั่งใกล้รุ่ง สติของผมก็เริ่มเลือนลาง ผมเผลอหลับไปอย่างอ่อนเพลีย

แต่แล้ว... ผมก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเย็นวาบที่ปลายเท้า

"ตุ้บ... ตุ้บ... ตุ้บ..." เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้อยู่ข้างนอกบ้านแล้ว มันดังอยู่ข้างเตียงผม!

ผมตัวแข็งทื่อ เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั้งตัว ผมพยายามจะลืมตา แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับเปลือกตาผมไว้ ผมรู้สึกถึงลมหายใจเย็นๆ ที่รดรินอยู่บริเวณปลายเท้า (เสียงสั่น) แล้วตามด้วยสัมผัสเย็นชื้น... เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลัง... กำลังเลียอยู่ที่หัวแม่เท้าของผม!

"ซู๊ดดดด..."

เสียงนั้น! เสียงดูดที่ดังขึ้นแผ่วเบา แต่ชัดเจนในความเงียบงัน มันเป็นเสียงที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ ผมพยายามกรีดร้อง แต่เสียงก็จุกอยู่ที่ลำคอ ผมพยายามดึงเท้าหนี แต่มันก็เหมือนถูกตรึงไว้

ผมรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด ดึงเท้ากลับมาอย่างแรง!

"เฮือก!" ผมสะดุ้งสุดตัว ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที (หายใจหอบ)

ห้องนอนยังคงมืดสลัว ไฟที่ผมเปิดไว้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ผมรีบชะโงกหน้าลงไปมองที่ปลายเท้า ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น มีเพียงความว่างเปล่า... แต่ผมสาบานได้ว่าผมรู้สึกถึงมัน ผมรู้สึกถึงสัมผัสเย็นชื้นนั้น และเสียงดูดที่น่าสะพรึงกลัวนั่น!

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่เคยเป็นคนเดิมอีกเลย ผมเชื่อเรื่องผีกองกอยอย่างสนิทใจ ทุกคืนก่อนนอน ผมจะตรวจดูใต้เตียง ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา และแน่นอน ผมจะเอาเท้าขึ้นไปพาดไว้บนหมอนข้างเสมอ

แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ผมก็ยังคงได้ยินเสียง "ตุ้บ... ตุ้บ... ตุ้บ..." แผ่วๆ มาจากที่ไหนสักแห่งในความมืด เสียงที่คอยย้ำเตือนผมว่า บางที... บางทีมันอาจจะไม่ได้อยู่แค่ในป่าอีกต่อไปแล้ว