กลับไปหน้าที่แล้ว
ลาดจอดรถ
ประสบการณ์หลอน

ลาดจอดรถ

ฟังเสียง

ความยาว 6:55 นาที

เนื้อเรื่อง

วันนั้นเป็นคืนวันศุกร์ปลายเดือนที่ผมจำไม่เคยลืมเลยครับ ช่วงนั้นผมทำงานหนักมาก กว่าจะเลิกก็ดึกดื่นเป็นประจำ เย็นวันนั้นผมแวะไปซื้อของใช้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในชลบุรี ปกติผมจะชอบมาช่วงกลางวัน แต่ด้วยความที่ต้องเร่งงาน เลยต้องมาซื้อช่วงดึกๆ หน่อยเพื่อเลี่ยงคนเยอะ

ผมขับรถขึ้นไปจอดที่ชั้น P5 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคารจอดรถ ห้างนี้ค่อนข้างใหญ่ ลาดจอดรถก็เลยกว้างขวางมาก พอขึ้นไปถึงก็เจอว่ารถน้อยมากครับ อาจจะเพราะดึกแล้วด้วยมั้ง แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้า แต่กลับให้ความรู้สึกโหวงเหวงแปลกๆ อากาศในชลบุรีช่วงค่ำแม้จะเย็นลงบ้าง แต่ก็ยังมีความชื้นติดมากับลมทะเลที่พัดเอื่อยๆ ผมจอดรถตรงช่องที่ค่อนข้างลับตาหน่อย เพราะขี้เกียจวนหาที่จอดใกล้ทางออก

ตอนเดินเข้าไปในห้าง ก็ยังรู้สึกปกติทุกอย่างครับ ซื้อของเสร็จก็ใช้เวลาไม่นาน พอเดินออกมาจากห้าง ตอนนั้นน่าจะประมาณห้าทุ่มกว่าๆ แล้วครับ ห้างเริ่มจะปิดไฟบางส่วนแล้ว ความคึกคักที่เคยมีช่วงหัวค่ำหายไปหมด เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก ผมรีบเดินกลับไปที่ลาดจอดรถ พยายามจะเดินให้เร็วที่สุด เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองผมอยู่ตลอดเวลา

พอขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น P5 ผมก็ก้าวเท้าออกจากลิฟต์ ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง เสียงความเงียบก็เข้าปกคลุมผมอีกครั้ง มันเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจน ผมเริ่มก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆ ระหว่างเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ที่เรียงรายอยู่ เสียงรองเท้าหนังของผมกระทบพื้นคอนกรีตดัง ‘กึก กึก กึก’ มันก้องสะท้อนไปมาในความว่างเปล่าจนน่ารำคาญใจ

ผมเดินมาถึงรถตัวเองแล้วครับ กำลังจะล้วงกุญแจในกระเป๋ากางเกง ทันใดนั้น! ผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาจากทางด้านหลังรถผม เป็นเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างถูกลากไปกับพื้นคอนกรีต ‘ครืดดดด… ครืดดดด…’ เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ในความเงียบสงัดแบบนั้น มันกลับดังจนผมรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว

ผมชะงักมือที่กำลังจะไขกุญแจ หันขวับกลับไปมองทางต้นเสียง แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลยครับ แสงไฟนีออนส่องไปไม่ถึงมุมอับบางมุมของลาดจอดรถ ทำให้เกิดเงาดำมืดอยู่เป็นหย่อมๆ ผมพยายามมองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่เจออะไร ตอนนั้นสมองผมสั่งให้รีบขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที ผมพยายามจะคิดว่าอาจจะเป็นแค่ลมพัดอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็หูแว่วไปเอง

ผมรีบไขกุญแจรถ เปิดประตู แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งประจำที่ พยายามจะสตาร์ทรถให้เร็วที่สุด มือผมสั่นไปหมดครับ กุญแจรถก็ดันใส่ไม่ค่อยเข้าช่องอีก ผมพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ในที่สุดก็สตาร์ทรถติด!

ผมกำลังจะเหยียบคันเร่งเพื่อถอยรถออกจากช่อง แต่ในจังหวะที่ผมเหลือบมองกระจกมองข้างด้านซ้ายเพื่อเช็ก ผมก็เห็นบางสิ่งบางอย่าง!

มันเป็นเงาดำๆ รูปร่างคล้ายคน กำลังยืนนิ่งๆ อยู่ที่เสาคอนกรีตห่างจากรถผมไปประมาณสองสามช่องจอด มันยืนหันหลังให้ผม แขนข้างหนึ่งห้อยลงมาแนบลำตัว ส่วนอีกข้างหนึ่งยกขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนกำลังจะชี้อะไรบางอย่าง

หัวใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลยครับ ผมพยายามเพ่งมองให้ชัดขึ้น แต่เงาที่ผมเห็นมันกลับเลือนราง เหมือนมันไม่ได้อยู่ที่นั่นจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หายไปไหน ผมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ พยายามจะคิดว่าอาจจะเป็นแค่ภาพหลอนเพราะความเหนื่อยล้า

ผมตัดสินใจว่าจะไม่สนใจมันแล้วครับ รีบถอยรถออกไปดีกว่า ผมใส่เกียร์ถอยหลัง เหยียบคันเร่งเบาๆ รถเริ่มเคลื่อนที่ช้าๆ ตอนนั้นเองครับ! ผมเหลือบไปเห็นเงาในกระจกมองข้างอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ยืนอยู่ไกลๆ แล้วครับ!

มันยืนอยู่ข้างรถผม!

อยู่ตรงประตูหลังด้านซ้าย!

และกำลังหันหน้ามาทางผม!

ผะ...ผะ...ผมเห็นมันชัดเจนมากครับ! ใบหน้าของมันซีดเผือด! ดวงตาเบิกโพลงไร้แวว! ปากของมันอ้ากว้างเหมือนกำลังกรีดร้อง แต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย! มันจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยความอาฆาต!

ผมกรีดร้องลั่น (เสียงสั่น) สติแตกไปเลยครับ! ผมเหยียบคันเร่งสุดแรงเกิดโดยไม่ทันได้เปลี่ยนเกียร์ รถพุ่งถอยหลังไปชนกับเสาคอนกรีตด้านหลังเสียงดัง ‘โครมมมม!’ ผมไม่สนแล้วครับ ผมรีบเปลี่ยนเกียร์เป็นเดินหน้าแล้วเหยียบคันเร่งอีกครั้ง! รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง! ผมขับรถออกจากลาดจอดรถนั้นไปโดยไม่คิดชีวิต!

ผมขับกลับมาถึงคอนโดที่บางแสนอย่างปลอดภัย แต่สภาพผมตอนนั้นคือตัวสั่นไปหมด เหงื่อท่วมกายราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอน ผมพยายามจะปลอบตัวเองว่าเมื่อกี้อาจจะเป็นแค่ภาพหลอน หรือผมอาจจะตาฝาดไปเอง แต่แล้ว! ตอนที่ผมกำลังจะดับเครื่อง ผมก็สังเกตเห็นบางอย่างครับ

ที่เบาะหลังรถผม! มีรอยเปื้อนสีดำๆ จางๆ เป็นรูปฝ่ามืออยู่บนผ้าเบาะ! และมันไม่ใช่ฝุ่น หรือรอยเปื้อนปกติเลยครับ!

ผมลองดมใกล้ๆ (หายใจหอบ) ก็ได้กลิ่นเหม็นสาบ เหม็นอับ เหมือนกลิ่นน้ำครำที่แห้งกรัง!

ผมรีบลงจากรถแล้ววิ่งหนีขึ้นห้องทันที ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองรถของตัวเองอีกเลยครับ

จนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเห็นในลาดจอดรถคืนนั้นคืออะไรกันแน่

แต่ทุกครั้งที่ผมต้องขับรถไปจอดที่ลาดจอดรถตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม...

ผมจะต้องเหลือบมองเบาะหลังของตัวเองเสมอ...

แล้วภาวนาว่ารอยเปื้อนมือปริศนานั้นจะไม่มีวันปรากฏขึ้นอีก...

แต่ในความจริง ผมรู้ดีว่ามันได้ปรากฏขึ้นแล้วในใจของผม มันฝังลึกอยู่ในทุกอณูของความทรงจำ กลายเป็นเงาตามตัวที่คอยกระซิบเตือนถึงสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่เสมอ ผมไม่กล้าขับรถคันนั้นไปจอดที่ไหนอีกเลยหากเป็นเวลากลางคืน เลิกงานดึกแค่ไหน ผมก็ยอมเสียเงินนั่งแท็กซี่กลับคอนโด หรือไม่ก็ขอให้เพื่อนมาส่ง เพราะผมไม่สามารถทนอยู่ในความมืดมิดของลานจอดรถเพียงลำพังได้อีกแล้ว

ชีวิตผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทุกครั้งที่ผมต้องเดินผ่านมุมอับ หรือได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติในความเงียบสงัด ผมจะหยุดชะงัก หายใจติดขัด หัวใจเต้นรัว และต้องหันกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะรู้ว่าไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น แต่ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังจ้องมองผมอยู่ตลอดเวลามันก็ไม่เคยหายไปไหน ผมมักจะเหลือบมองกระจกข้างอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะกำลังขับรถอยู่ หรือแม้แต่ตอนที่รถจอดสนิท ผมอดไม่ได้ที่จะมองหาเงาดำๆ รูปร่างคล้ายคนนั้นอยู่เสมอ

บางที ผมก็คิดว่าผมเห็นมัน... เห็นมันยืนนิ่งๆ อยู่ไกลๆ ในมุมมืดของถนนที่ว่างเปล่า หรือแวบหนึ่งในเงาสะท้อนของกระจกหน้าร้านค้า ก่อนที่มันจะเลือนหายไปเมื่อผมตั้งใจมองให้ชัดขึ้น ผมพยายามปลอบตัวเองว่ามันเป็นแค่ผลพวงจากความเหนื่อยล้าและจิตใจที่หวาดระแวง แต่ในส่วนลึกของจิตใจ ผมรู้ดีว่าสิ่งที่ผมเห็นในคืนนั้นไม่ใช่แค่ภาพหลอนธรรมดา และรอยเปื้อนมือปริศนาที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปสัมผัสหรือทำความสะอาด มันยังคงอยู่ที่เดิม... รอคอย... และผมไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ที่มันจะตัดสินใจปรากฏตัวออกมาจากเงามืดอีกครั้ง... หรือบางที... มันอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่ผมคิดมาตลอด...