
นางตะเคียน
ฟังเสียง
ความยาว 8:56 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมเป็นวิศวกรหนุ่มไฟแรงที่เชื่อมั่นในตรรกะและหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งปวง จนกระทั่งผมถูกส่งไปคุมงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ “บ้านดอนมะขาม” จังหวัดกาญจนบุรี ที่นั่นแหละครับที่ความเชื่อมั่นทั้งหมดของผมถูกสั่นคลอนจนพังทลาย
วันแรกที่ไปถึง ผมสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่แปลกประหลาดของหมู่บ้านนี้ บ้านเรือนไม้เก่าๆ ตั้งเรียงรายริมน้ำ มีป่าทึบโอบล้อม ผมได้พบกับชาวบ้านหลายคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ตาชู ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปีที่ดูใจดี แต่แววตาเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ คือคนแรกที่เอ่ยปากเตือนผมเรื่องต้นตะเคียนยักษ์ริมน้ำ
“พ่อหนุ่ม” ตาชูว่าพลางชี้ไปยังต้นตะเคียนขนาดมหึมาที่ยืนตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง ไม่ไกลจากจุดที่พวกผมจะสร้างสะพาน “ต้นนี้มีอายุเป็นร้อยๆ ปีแล้วนะ เขาว่ากันว่ามีนางตะเคียนสิงสถิตอยู่ หากคิดจะโค่นต้นนี้ ต้องทำพิธีขอขมาให้ดี ไม่งั้นจะเกิดเรื่องร้ายแรง”
ผมหัวเราะในลำคออย่างไม่ใส่ใจ “ตาชูครับ ยุคสมัยนี้แล้ว จะมีอะไรมาสิงอยู่ในต้นไม้ได้” ผมตอบด้วยความมั่นใจเกินร้อย
ตาชูส่ายหน้าช้าๆ “คนเรามักจะเชื่อในสิ่งที่เห็นและจับต้องได้เท่านั้นแหละหนู แต่บางสิ่งบางอย่างมันก็มีอยู่จริง ถึงแม้จะมองไม่เห็นก็ตาม”
คำเตือนของตาชูถูกผมเก็บไว้ในส่วนลึกของสมอง และไม่นานก็ถูกลืมเลือนไปเมื่อความเร่งรีบของงานก่อสร้างเข้ามาแทนที่ ต้นตะเคียนต้นนั้นยืนขวางทางเดินของสะพานอยู่พอดี ผมจึงตัดสินใจให้คนงานเตรียมโค่นมันลงเสีย แม้ว่าคนงานบางคนจะเริ่มออกอาการไม่สบายใจและบ่นกระปอดกระแปดถึงเรื่องอาถรรพ์ แต่ผมก็ยังคงยืนกรานตามแผนเดิม
เรื่องแปลกๆ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมาครับ
ช่วงเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังตรวจงานคนเดียว เสียงคล้ายผู้หญิงร้องไห้แว่วๆ ก็ดังมาจากทิศทางของต้นตะเคียน ผมหูผึ่ง เงี่ยฟัง คิดว่าคงเป็นเสียงลมพัดกระทบกิ่งไม้ แต่เสียงนั้นมันชัดเจนเกินกว่าจะเป็นแค่ลม เสียงสะอื้นแผ่วๆ สลับกับเสียงกระซิบที่จับใจความไม่ได้ ผมรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีว่าอาจจะเป็นชาวบ้านแถวนั้นกำลังเศร้าเสียใจ
แต่คืนนั้นเอง ผมกลับฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่ง สวมชุดไทยโบราณสีขาวนวล ผมยาวสลวย ใบหน้าซีดเซียว แต่ดวงตาเศร้าสร้อยอย่างที่สุด เธอยืนร้องไห้อยู่ใต้ต้นตะเคียน มองมาที่ผมด้วยแววตาตัดพ้อรันทด ผมสะดุ้งตื่นกลางดึก เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มตัว (หายใจหอบ) ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองยังคงเกาะกุมไม่หายไปไหน
วันรุ่งขึ้น ผมสั่งให้คนงานเร่งโค่นต้นตะเคียนให้เร็วที่สุด ผมอยากให้เรื่องนี้จบๆ ไปเสียที แต่เหมือนมีอะไรมาขัดขวางตลอด เลื่อยยนต์ติดๆ ดับๆ บ้าง สายไฟช็อตบ้าง จนคนงานหลายคนเริ่มไม่กล้าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนั้น ตาชูเดินมาหาผมอีกครั้งด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ผมบอกแล้วใช่ไหมหนู นางไม้เขาไม่ยอมหรอก”
ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ “ตาชูครับ ผมต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนด”
คืนต่อมา สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ผมได้ยินเสียงร้องไห้นั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันดังขึ้น ชัดเจนขึ้น และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมพยายามหลับตาข่มนอน แต่ก็ทำไม่ได้ กลิ่นดอกลั่นทมหอมหวลผิดปกติลอยเข้ามาในห้อง ทั้งที่ไม่มีต้นลั่นทมอยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวเหมือนมีใครมานั่งอยู่ข้างๆ เตียง
แล้วผมก็ได้ยินเสียงกระซิบข้างหู (เสียงสั่น) “อย่า… ได้… ทำ…”
ผมลืมตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด ในความมืดสลัว ผมเห็นเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ปลายเตียง ผมพยายามจะตะโกน แต่เสียงมันติดอยู่ในลำคอ เหมือนมีอะไรมาบีบคอผมไว้ เธอยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ผมมองเห็นเพียงเค้าโครงของชุดไทยที่เธอสวมใส่ ผมยาวสยายจนเกือบถึงพื้น ความกลัวจับใจจนผมหายใจไม่ออก
รุ่งเช้า ผมรีบสั่งให้คนงานทุกคนหยุดงานทันที ผมบอกพวกเขาว่าผมจะไปหาพระมาทำพิธีขอขมา แต่สายเกินไปแล้วครับ!
ขณะที่ผมกำลังจะขับรถออกไป เสียงกรีดร้องของคนงานคนหนึ่งก็ดังลั่นขึ้น! ผมรีบวิ่งไปดู ก็พบว่าเลื่อยยนต์ที่กำลังใช้โค่นต้นตะเคียนเกิดทำงานผิดปกติ มันกระเด็นไปฟาดหัวคนงานจนล้มลง เลือดแดงฉานไหลนองพื้น คนงานคนอื่นๆ แตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน
ในความโกลาหลนั้น ผมหันไปมองต้นตะเคียนอีกครั้ง และคราวนี้ผมเห็นเธอครับ! ผู้หญิงในชุดไทยสีขาว ผมยาว ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น เธอปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าผม ลอยอยู่กลางอากาศเหนือรากต้นไม้ที่ถูกขุดขึ้นมา มือที่เรียวยาวและซีดเผือดของเธอยื่นมาทางผม ช้าๆ แต่เต็มไปด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัว ผมเห็นเส้นเลือดสีเขียวคล้ำปูดโปนอยู่ใต้ผิวหนังที่ขาวซีดนั้น
“ผะ… ผะ… ผม…” ผมพูดไม่ออก ลิ้นแข็งไปหมด (เสียงสั่นมาก)
แล้วเธอก็กรีดร้อง! (เสียงกรีดร้องแหลมสูง) เสียงนั้นบาดแก้วหูจนผมทรุดลงไปนั่งกับพื้น ผมเอามืออุดหูแน่น แต่เสียงนั้นยังคงดังสะท้อนอยู่ในหัวราวกับจะเจาะทะลุกะโหลกผมออกมา ต้นตะเคียนทั้งต้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กิ่งก้านโบกสะบัดไปมาเหมือนแขนที่กำลังฟาดฟัน ดินรอบๆ ต้นไม้เริ่มยุบตัวลงไปอย่างช้าๆ
ผมพยายามตะเกียกตะกายหนี แต่เหมือนมีแรงที่มองไม่เห็นฉุดรั้งขาผมไว้ ผมหันกลับไปมองเธออีกครั้ง เธอเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนผมมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นอาฆาตอย่างชัดเจน ลมหายใจเย็นยะเยือกปะทะใบหน้าผม กลิ่นดิน กลิ่นดอกลั่นทม และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
แล้วเธอก็เอื้อมมือมาบีบคอผมอย่างแรง! (เสียงสำลัก) ผมดิ้นรน เฮือกสุดท้ายของอากาศหมดไปจากปอด ภาพทุกอย่างเริ่มพร่ามัวลง…
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงในห้องพักของตัวเอง หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก เหงื่อท่วมตัวไปหมด ผมมองไปรอบๆ ห้อง ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ไม่มีอะไรผิดปกติ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ (ถอนหายใจอย่างโล่งอก) คิดว่าคงเป็นแค่ฝันร้ายที่สมจริงจนเกินไป
ผมลุกขึ้นนั่ง จิบน้ำที่วางอยู่ข้างเตียงเพื่อระงับความตื่นเต้น แล้วก็มีเสียงเคาะประตู “ก๊อกๆ”
“เข้ามาได้เลยครับ” ผมตอบ
ตาชูเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เขาไม่ได้มองที่ผมโดยตรง แต่กลับมองผ่านตัวผมออกไปที่ผนังด้านหลัง
“ตาชูมีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมถาม รู้สึกแปลกๆ กับท่าทางของแก
ตาชูถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหันมามองผมช้าๆ ในแววตาของแกมีทั้งความสงสารและความเสียใจ “หนูยังไม่ไปไหนอีกหรือ”
คำพูดของตาชูทำให้ผมงงงวย “ไปไหนครับ ผมก็อยู่ตรงนี้”
แกส่ายหน้าช้าๆ “นางตะเคียนเขาคงยังไม่ยอมปล่อยหลานไปง่ายๆ หรอกนะ”
ผมหัวเราะแห้งๆ “ตาชูพูดอะไรครับ ผมก็ยังอยู่ดี”
แต่แล้วผมก็เหลือบไปเห็นมือตัวเองที่วางอยู่บนแก้วน้ำ มันเริ่มเลือนราง... เหมือนควันจางๆ ที่กำลังจะสลายไป! ผมตกใจสุดขีด พยายามจะขยับมือ แต่กลับรู้สึกเหมือนมันไม่มีตัวตน ผมก้มมองร่างกายตัวเอง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูโปร่งแสงลงไปทุกที!
ผมพยายามจะตะโกนออกไป แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ผมมองไปที่ตาชู ใบหน้าของแกเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยอย่างแท้จริง
“หนูคงยังไม่รู้ตัวสินะ” ตาชูพูดเสียงแผ่วเบา “ตอนที่ต้นตะเคียนล้มลงมาน่ะ… หนูถูกทับจนเสียชีวิตคาที่”
(เสียงสั่น) ไม่จริง! ผมไม่เชื่อ! ผมสัมผัสได้ถึงพื้นห้อง สัมผัสได้ถึงความเย็นจากแก้วน้ำ แต่ทำไม… ทำไมผมถึงมองเห็นมือตัวเองเลือนรางอย่างนี้
ตาชูยังคงพูดต่อไป “เสียงกรีดร้องที่หนูได้ยิน เสียงกระซิบที่เรียกชื่อหนู… ไม่ใช่เสียงของนางตะเคียนทั้งหมดหรอกนะ”
ผมมองไปที่ตาชูอย่างสับสน
“บางส่วน… ก็เป็นเสียงของตัวหนูเอง… เสียงของวิญญาณที่ยังคงยึดติดกับโลกใบนี้… ไม่ยอมไปไหน”
ผมมองไปที่มือตัวเองอีกครั้ง มันยิ่งเลือนรางลงไปเรื่อยๆ จนแทบจะมองไม่เห็น ผมพยายามจะสัมผัสใบหน้าตัวเอง แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ผมสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า
เสียงสะอื้นที่ผมได้ยินมาตลอดหลายคืน ไม่ใช่เสียงของเธอ แต่เป็นเสียงของ… ผะ… ผะ… ผมเอง! เสียงที่ร่ำไห้เพราะไม่รู้ตัวว่าได้จากโลกนี้ไปแล้ว และตอนนี้ ผมก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานนางตะเคียนแห่งบ้านดอนมะขามไปแล้วเช่นกัน… กลายเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่ถูกจองจำอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้โบราณตลอดไป.