
ลืมแก้บน
ฟังเสียง
ความยาว 15:17 นาที
เนื้อเรื่อง
สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อต้น เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเมื่อประมาณสองเดือนก่อนหน้านี้ครับ ผมยังจำความรู้สึกหวาดกลัววันนั้นได้ไม่เคยลืม และมันยังคงตามหลอกหลอนผมมาจนถึงทุกวันนี้
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ช่วงนั้นแม่ผมป่วยหนักมากครับ เป็นโรคที่หมอบอกว่าโอกาสรอดน้อยมาก ผมเองก็ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ พอรู้ข่าวก็รีบกลับบ้านที่จังหวัดกาญจนบุรีทันที ตอนนั้นรู้สึกมืดแปดด้านไปหมดครับ ไม่รู้จะพึ่งอะไรได้บ้าง นอกจากวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ความเชื่อทางไสยศาสตร์ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่คนไทยอย่างเรายึดเหนี่ยว
บ้านผมอยู่แถบอำเภอศรีสวัสดิ์ครับ เป็นอำเภอที่มีธรรมชาติสวยงาม มีทั้งภูเขาและป่าไม้ วัดวาอารามหลายแห่งก็มักจะอยู่ท่ามกลางความสงบของธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือ "วัดป่าพนมไพร" ครับ เป็นวัดเก่าแก่ที่ชาวบ้านแถวนั้นเล่าลือกันว่าเป็นวัดที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาแรงมาก โดยเฉพาะองค์เทพารักษ์ที่สถิตอยู่ใต้ต้นไทรโบราณอายุกว่าร้อยปีที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ ผู้คนมักจะไปขอพรหรือบนบานศาลกล่าวที่นั่น และมักจะได้สมปรารถนาเสมอ
ด้วยความสิ้นหวัง ผมตัดสินใจไปวัดป่าพนมไพรครับ จำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงเย็นๆ แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า บรรยากาศในวัดเงียบสงบมาก มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวและเสียงจิ้งหรีดเรไร ผมเดินไปที่ต้นไทรใหญ่ตามที่ชาวบ้านแนะนำ ต้นไทรสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาจนดูน่าเกรงขาม รอบๆ โคนต้นมีผ้าสามสีพันอยู่เต็มไปหมด มีพวงมาลัยเก่าๆ แห้งๆ แขวนอยู่ประปราย และกลิ่นธูปกับดอกไม้ที่ยังหลงเหลืออยู่เจือจางในอากาศ
ผมจุดธูปเทียน อธิษฐานขอพรจากองค์เทพารักษ์ใต้ต้นไทร ขอให้แม่ผมหายป่วย หากแม่ผมหายดีเป็นปกติ ผมจะกลับมาแก้บนด้วยการถวายชุดไทยโบราณสีขาว 9 ชุด พร้อมเครื่องบวงสรวงชุดใหญ่ และจะจัดทำบุญถวายสังฆทานให้วัดนี้ทุกเดือนเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มครับ ตอนนั้นผมตั้งใจมาก จำได้ทุกรายละเอียดของคำบนบาน
ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นครับ! หลังจากนั้นไม่นาน อาการของแม่ผมก็ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จนหมอเองยังแปลกใจ แม่ฟื้นตัวได้เร็วมากจนกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบเป็นปกติ ผมดีใจจนน้ำตาไหลเลยครับ พอแม่หายดี ผมก็กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ เหมือนเดิม ด้วยความที่ชีวิตในเมืองหลวงมันเร่งรีบ วุ่นวาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ผมก็เลยพลั้งเผลอ... ลืมเรื่องการแก้บนไปเสียสนิทเลยครับ คิดแค่ว่าเดี๋ยวว่างๆ ค่อยกลับไปทำ แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาเกือบปี
จนกระทั่งเมื่อสองเดือนก่อน ผมกลับบ้านที่กาญจนบุรีอีกครั้งในช่วงวันหยุดยาวครับ กลับไปเยี่ยมแม่ที่อาการดีขึ้นมากแล้ว คืนแรกที่กลับถึงบ้าน ผมนอนหลับสบายดีครับ แต่พอคืนที่สอง เริ่มมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น
ผมได้กลิ่นดอกไม้ครับ เป็นกลิ่นดอกมะลิผสมกับกลิ่นธูปหอมๆ ลอยมาตามลมเข้าห้องนอนผม กลิ่นมันชัดเจนมากจนผมต้องลุกขึ้นมาดู ตอนแรกคิดว่าแม่คงจุดธูปไหว้พระ แต่พอเดินไปดูที่ห้องพระ ก็ไม่มีอะไรครับ กลิ่นมันก็หายไป พอผมกลับมานอน กลิ่นนั้นก็กลับมาอีก แต่คราวนี้มันเหมือนลอยวนอยู่รอบๆ เตียงผมเลย ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็พยายามคิดว่าอาจจะเป็นกลิ่นจากข้างบ้าน หรือไม่ก็ผมคิดไปเองครับ
คืนที่สามครับ คราวนี้หนักขึ้น เสียงกุกกักเหมือนมีคนเดินวนอยู่รอบๆ บ้านเลยครับ บ้านผมเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง เวลามีคนเดินมันจะมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดชัดเจนมาก ผมนอนฟังอยู่พักใหญ่ ก็คิดว่าอาจจะเป็นหมาข้างบ้านมาคุ้ยเขี่ยอะไรแถวๆ ใต้ถุน แต่เสียงมันฟังดูเหมือนคนเดินจริงๆ ครับ เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ แล้วก็มีเสียงเหมือนคนกระซิบแผ่วๆ ที่หน้าต่างห้องผม ผมลุกขึ้นมามองผ่านมุ้งลวดก็ไม่เห็นอะไรเลยครับ มีแต่ความมืดกับเงาของต้นไม้ที่ไหวไปมาตามลม คืนนั้นผมแทบไม่ได้นอนเลยครับ
เช้าวันต่อมา ผมเล่าเรื่องให้แม่ฟังครับ แม่ก็บอกว่าผมคงคิดมากไปเอง อาจจะเหนื่อยจากงานในกรุงเทพฯ แม่บอกว่าบ้านเราไม่เคยมีเรื่องอะไรแบบนี้หรอก แต่ลึกๆ ในใจผมก็ยังรู้สึกไม่สบายใจครับ
พอตกเย็น ผมออกไปซื้อของที่ตลาดในตัวอำเภอครับ ขับรถกลับบ้านผ่านเส้นทางที่ค่อนข้างเปลี่ยว เป็นถนนลาดยางเล็กๆ ที่มีป่าไม้สองข้างทาง ตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังตกดิน บรรยากาศเริ่มมืดสลัวๆ จู่ๆ รถผมก็ดับกลางทางครับ! ผมพยายามสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด ตรวจเช็กแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติครับ น้ำมันก็มีเต็มถัง ผมเริ่มใจไม่ดีแล้วครับ เพราะตรงนั้นเปลี่ยวมาก ไม่มีบ้านคนเลย
ขณะที่ผมกำลังพยายามสตาร์ทรถอยู่นั้นเอง ผมก็ได้กลิ่นดอกมะลิกับธูปหอมๆ กลิ่นเดิมที่ผมได้กลิ่นในห้องนอน! คราวนี้มันชัดเจนมาก เหมือนมีใครเอามาวางไว้ข้างๆ รถเลย ผมหันซ้ายหันขวา พยายามมองหาที่มาของกลิ่น แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลยครับ บรรยากาศเริ่มเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ข้างนอกอากาศก็ยังอบอ้าวอยู่เลย
แล้วผมก็ได้ยินเสียงครับ! เป็นเสียงผู้หญิงร้องเพลงแผ่วๆ ฟังดูโหยหวน ชอบกล เหมือนร้องครวญครางอยู่ไกลๆ แต่ก็ดังเข้ามาในโสตประสาทของผมอย่างชัดเจน เสียงนั้นมันทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัวเลยครับ ผมรีบสตาร์ทรถอีกครั้ง คราวนี้เครื่องยนต์กลับติดขึ้นมาอย่างง่ายดาย ผมไม่รอช้าครับ รีบเหยียบคันเร่งพุ่งรถออกจากตรงนั้นทันที โดยไม่แม้แต่จะมองกระจกหลังเลยครับ
พอถึงบ้าน ผมรีบเล่าเรื่องที่เจอให้แม่ฟังอีกครั้ง คราวนี้แม่เริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยดีครับ แม่พยายามปลอบผม แต่ผมสังเกตเห็นแววตาของแม่ที่ดูวิตกกังวล ผมเองก็ยังงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จนกระทั่งผมเดินผ่านปฏิทินที่แขวนอยู่ในห้องครัวครับ ผมมองไปที่วันที่ในปฏิทิน แล้วหัวใจผมก็หล่นวูบไปที่ตาตุ่มทันที!
วันนั้น... มันเป็นวันครบรอบหนึ่งปีพอดีเป๊ะครับ! หนึ่งปีนับจากวันที่แม่ผมหายป่วย และเป็นวันที่ผมเคยตั้งใจไว้ว่าจะต้องกลับไปแก้บน! "ตายแล้ว! ผมลืมแก้บน!" ผมอุทานออกมาเสียงดังลั่น ความรู้สึกผิดผสมกับความหวาดกลัวถาโถมเข้ามา ผมจำได้ทุกรายละเอียดของคำบนบานที่เคยให้ไว้กับองค์เทพารักษ์ใต้ต้นไทรที่วัดป่าพนมไพร ผมลืมมันไปได้อย่างไรกัน!
คืนนั้นผมตัดสินใจว่าจะรีบไปแก้บนให้เร็วที่สุด แต่ความกลัวก็ทำให้ผมไม่กล้าออกไปไหนอีกแล้ว ผมนอนไม่หลับทั้งคืนครับ ทุกครั้งที่หลับตาลง ผมเห็นภาพต้นไทรใหญ่ในวัด เห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ใต้ต้น แล้วก็ได้ยินเสียงเพลงโหยหวนนั่นอีกครั้ง มันตามหลอกหลอนผมตลอดทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมรีบตื่นแต่เช้า ชวนแม่ไปวัดป่าพนมไพรทันทีครับ ผมซื้อชุดไทยสีขาว 9 ชุด ซื้อเครื่องบวงสรวงชุดใหญ่ และเตรียมปัจจัยสำหรับทำบุญถวายสังฆทาน ผมตั้งใจจะทำให้ครบถ้วนตามที่เคยบนบานไว้ทุกอย่าง
พอไปถึงวัด บรรยากาศยังคงเงียบสงบเหมือนเดิมครับ แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามา ผมเดินไปที่ต้นไทรใหญ่ที่เดิมครับ กลิ่นธูปและดอกไม้ที่เคยเจือจาง ตอนนี้กลับชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง! กลิ่นมะลิหอมฉุนจนแสบจมูกเลยครับ ผมเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
ผมเริ่มทำพิธีแก้บนตามที่ตั้งใจไว้ทุกอย่าง ระหว่างที่ผมกำลังจุดธูปเทียนอยู่นั้นเองครับ! จู่ๆ ลมก็พัดแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อากาศนิ่งสนิท ใบไม้ที่ต้นไทรใหญ่ปลิวไหวรุนแรงราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจะออกมา! ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงเดียวครับ มันเป็นเสียงกระซิบหลายเสียงปนกันไปหมด เหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่เข้าใจ แต่มันฟังดูเย็นยะเยือกและน่าขนลุกมาก!
ผมพยายามตั้งสติครับ พยายามท่องบทสวดมนต์ในใจ มือไม้ผมสั่นไปหมด ผมพยายามมองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลยครับ สิ่งที่ผมเห็นคือเงาของต้นไทรที่ดูเหมือนจะขยับได้เอง! เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในเงามืดของมัน!
ทันใดนั้นเองครับ! สิ่งที่ทำให้ผมผวาจนแทบจะหยุดหายใจ คือมีเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน! เป็นเสียงผู้หญิงครับ! มันดังมากจนผมแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น! เสียงนั้นดังมาจากด้านหลังต้นไทรใหญ่ครับ! ผมหันขวับไปมอง!
(เสียงสั่น) ผะ..ผะ..ผมเห็น! ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งครับ! เธอใส่ชุดไทยสีขาวที่ดูเก่าและขาดวิ่น ผมเผ้ายาวรุงรัง เธอยืนอยู่ตรงโคนต้นไทรใหญ่ในเงามืดครับ! ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับมีเลือด! เธอกำลังจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น!
เธอค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากเงามืดครับ ช้าๆ เนิบๆ ทุกก้าวที่เธอเดินเข้ามาใกล้ ผมรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น เธอไม่ได้เดินเข้ามาตรงๆ ครับ แต่เธอกำลังเดินวนรอบต้นไทรใหญ่ เหมือนกำลังหาทางที่จะเข้ามาหาผม! ผมรู้สึกเหมือนโดนตรึงไว้กับที่ ขาผมหนักอึ้งไปหมด ไม่สามารถขยับได้เลย! กลิ่นมะลิยิ่งหอมฟุ้งจนผมเวียนหัวไปหมด!
"แก้บน..." เสียงแหบแห้งเย็นยะเยือกดังขึ้นมาครับ! (หายใจหอบ) "แก้บนของเจ้า... ลืมแล้วหรือ...!"
เสียงนั้นมันดังอยู่ในหัวผม เหมือนมันไม่ได้มาจากปากของเธอโดยตรง แต่มาจากรอบๆ ตัวผมเลยครับ! ผมรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ามาในกระดูก! ผมหลับตาปี๋ พยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี แล้วตะโกนออกไปเสียงดังลั่น!
"ผม..ผะ..ผมกำลังจะแก้บนครับ! ผมไม่ได้ตั้งใจจะลืม! โปรดให้อภัยผมด้วยครับ!"
ทันทีที่ผมพูดจบครับ! ร่างของผู้หญิงคนนั้นก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาที่แดงก่ำของเธอก็ยังคงจ้องมองมาที่ผมไม่วางตา แล้วเธอก็ยิ้มครับ! ยิ้มที่ดูน่าขนลุกที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา! เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงความยินดี แต่เหมือนกำลังเยาะเย้ย! หรือไม่ก็... มันเป็นรอยยิ้มที่บอกว่า... มันยังไม่จบ!
แล้วร่างของเธอก็ค่อยๆ เลือนหายไปในเงามืดของต้นไทรครับ หายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีอยู่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง กลิ่นมะลิจางหายไป ลมก็หยุดพัด เหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ผมทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นครับ ตัวสั่นไปหมด หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก แม่รีบเข้ามาประคองผมขึ้นมาถามว่าเป็นอะไร แต่ผมพูดไม่ออกครับ ได้แต่ชี้ไปที่ต้นไทรใหญ่ด้วยมือที่สั่นเทา
หลังจากวันนั้น ผมก็รีบทำบุญแก้บนให้ครบถ้วนทุกอย่างตามที่เคยบนบานไว้ครับ ผมกลับไปกรุงเทพฯ แต่ภาพของหญิงสาวในชุดไทยสีขาวที่จ้องมองผมด้วยแววตาโกรธแค้น รอยยิ้มเย้ยหยัน และเสียงกระซิบแหบแห้งนั้น มันยังคงตามติดผมมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
บางคืน ผมยังคงได้กลิ่นดอกมะลิลอยมาตามลมในห้องนอน ทั้งๆ ที่ผมอยู่ในคอนโดชั้น 20 ของกรุงเทพฯ ครับ และบางครั้ง... ผมก็ยังได้ยินเสียงเพลงแผ่วๆ โหยหวนนั้น... เหมือนเธอยังคงตามมา... หรือบางที... เธออาจจะยังไม่พอใจ... หรืออาจจะ... ยังไม่ได้สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ กันแน่...
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ... ผมไม่รู้เลยจริงๆ...
ว่าผมต้องทำอย่างไรต่อไป หรือเธอต้องการอะไรจากผมกันแน่ การทำบุญแก้บนทั้งหมดที่ผมทำไปดูเหมือนจะเป็นเพียงการซื้อเวลาชั่วคราวเท่านั้น เพราะถึงแม้ผมจะพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติที่สุด แต่ทุกคืนวันมันกลับกลายเป็นความทรมาน
กลิ่นดอกมะลิไม่ได้ลอยมาแค่ในห้องนอนอีกต่อไป บางครั้งมันตามติดผมไปทุกที่ที่ผมไป แม้กระทั่งในที่สาธารณะที่ผู้คนพลุกพล่าน กลิ่นนั้นก็ยังโอบล้อมตัวผมไว้ราวกับมีใครยืนอยู่ข้างๆ ผมเคยหันไปมองหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเจอใครเลย มีแต่ความว่างเปล่าที่ทำให้ผมใจหาย
ส่วนเสียงเพลงแผ่วๆ โหยหวนนั้น... มันก็ไม่ได้ดังมาจากที่ไกลๆ อีกต่อไปแล้วครับ บางครั้งมันดังกระซิบอยู่ข้างหูผม ราวกับกำลังจะบอกอะไรบางอย่าง แต่ผมก็ไม่เคยเข้าใจมันเลย นอกจากความรู้สึกเย็นเยือกที่แทรกซึมเข้ามาในโสตประสาท เสียงนั้นมันค่อยๆ เปลี่ยนไปครับ จากที่เคยโหยหวน ตอนนี้มันเหมือนกำลังหัวเราะ... หัวเราะอย่างเยือกเย็นและน่าขนลุก
ผมเริ่มเห็นเงาครับ ไม่ใช่เงาต้นไทรอีกแล้ว แต่เป็นเงาของผู้หญิงที่ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งในมุมสายตาของผมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงาสะท้อนในกระจกบานเล็กๆ เงาที่ทาบบนผนังห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งเงาที่พาดผ่านขอบหน้าต่างคอนโดในยามค่ำคืน แต่ทุกครั้งที่ผมหันไปมองตรงๆ มันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและภาพหลอนที่ยังคงติดตา
ผมปรึกษาพระหลายรูป ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เธอไปมากมาย แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลยครับ ผมเริ่มคิดว่าบางที... สิ่งที่เธอต้องการอาจจะไม่ใช่แค่การแก้บน หรือการทำบุญให้เธอแล้ว... บางทีเธออาจจะต้องการอะไรที่มากกว่านั้น... อะไรบางอย่างที่ผูกมัดผมกับเธอไว้ตลอดไป
ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงตลอดเวลาครับ กลัวว่าเธอจะมาปรากฏตัวให้เห็นชัดๆ อีกครั้ง กลัวว่าเสียงกระซิบข้างหูนั้นจะกลายเป็นคำสั่ง และกลัวว่ารอยยิ้มเย้ยหยันของเธอในวันนั้น... มันคือ