กลับไปหน้าที่แล้ว
ลบหลู่เครื่องดนตรีไทย
ตำนานเล่าขาน

ลบหลู่เครื่องดนตรีไทย

ฟังเสียง

ความยาว 8:49 นาที

เนื้อเรื่อง

ผมชื่อต้น รักและหลงใหลในเสียงดนตรีไทยมาตั้งแต่เด็ก ทุกจังหวะ ทุกทำนอง มันมีมนต์ขลังที่พาผมย้อนเวลากลับไปสู่รากเหง้าของบรรพบุรุษ จนกระทั่งวันหนึ่ง โอกาสอันยิ่งใหญ่ก็มาถึง เมื่อผมได้เข้าเรียนต่อด้านดนตรีไทยโบราณที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่กำลังมองหาคนช่วยดูแลเรือนไทยเก่าแก่ของท่านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เรือนไทยหลังนั้นตั้งอยู่ริมคลองเล็กๆ ท่ามกลางสวนร่มรื่นในเขตอำเภออุทัย ห่างจากตัวเมืองอยุธยาไม่มากนัก ตัวเรือนเป็นไม้สักทั้งหลัง ดูสง่างามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเก่าแก่และเรื่องราวที่ไม่อาจเอ่ยถึง เมื่ออาจารย์บอกว่าท่านจะยกให้ผมอยู่ฟรีๆ แลกกับการดูแลสถานที่และข้าวของเครื่องใช้ ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง! มันคือความฝันชัดๆ ผมจะได้อยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ แถมยังได้ใกล้ชิดกับภูมิปัญญาไทยอีกด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุดคือห้องดนตรีไทยที่อยู่ชั้นบนของเรือน ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยเครื่องดนตรีโบราณนานาชนิด ทั้งระนาด ฆ้องวง จะเข้ ซออู้ ซอด้วง และอื่นๆ อีกมากมาย เครื่องดนตรีเหล่านี้เคยเป็นของปู่ทวดของอาจารย์ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ระนาดเอกในอดีต ท่านเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูง แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าท่านเป็นคนเคร่งครัดในพิธีกรรมและครูบาอาจารย์อย่างมาก และเป็นคนหวงเครื่องดนตรีของท่านเหนือสิ่งอื่นใด

ผมเริ่มย้ายเข้ามาอยู่ราวต้นฤดูฝน อากาศชื้นๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศในเรือนไทยดูขรึมขลังเข้าไปใหญ่ ผมใช้เวลาหลายวันกับการทำความสะอาดและจัดเรียงเครื่องดนตรีเหล่านั้น โดยเฉพาะระนาดเอกที่ทำจากไม้พะยูงเก่าแก่ มีร่องรอยการใช้งานมาอย่างยาวนาน มันดูงดงามและมีพลังบางอย่างที่ดึงดูดใจผมอย่างประหลาด ผมหลงใหลในเสียงของมันจนอดใจไม่ไหว ต้องลองยกไม้ระนาดขึ้นมาเคาะเบาๆ เพียงเพื่อสัมผัสถึงมนต์เสน่ห์ของมัน

ผมรู้ดีว่าการจะแตะต้องเครื่องดนตรีเก่าแก่โดยเฉพาะของปรมาจารย์นั้น ควรจะต้องมีการขอขมา หรืออย่างน้อยก็ไหว้ครูเสียก่อน แต่ด้วยความคึกคะนองและความกระหายที่จะได้สัมผัสกับเสียงระนาดเอกโบราณ ผมก็ละเลยธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านั้นไปเสียสิ้น คิดเพียงว่า "ไม่เป็นไรหรอกมั้ง แค่ลองเคาะดูนิดหน่อยเอง" ผมไม่ได้ตั้งใจลบหลู่เลยจริงๆ ครับ

คืนแรกที่ผมอยู่คนเดียวในเรือนไทย ผมเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ แว่วมา มันเป็นเสียงคล้ายลมพัดผ่านช่องหน้าต่าง แต่ก็เหมือนมีเสียงซออู้สีครวญครางเบาๆ แฝงอยู่ ผมคิดว่าคงเป็นเสียงจากบ้านข้างๆ หรือลมที่พัดผ่านช่องไม้เก่าๆ ของเรือน

แต่คืนต่อๆ มา เสียงเหล่านั้นเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งเป็นเสียงตะโพนตีคลอ บางครั้งเป็นเสียงระนาดทุ้มที่ไล่ระดับเสียงอย่างช้าๆ มันไม่ใช่แค่เสียงลมแล้วครับ! ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นเพราะเรือนเก่า หรือผมอาจจะคิดมากไปเอง

จุดเปลี่ยนมาถึงในคืนวันเพ็ญเดือนแปด อากาศอบอ้าวผิดปกติ แม้จะเปิดหน้าต่างทุกบานก็ยังรู้สึกร้อน ผมกำลังจะเข้านอนหลังจากอ่านหนังสือดนตรีอยู่พักใหญ่ จู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงดนตรีไทยบรรเลงขึ้นมาอย่างชัดเจน! มันเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ที่บรรเลงเพลงหน้าพาทย์เพลงหนึ่ง เสียงระนาดเอกเด่นชัดที่สุด บรรเลงอย่างแผ่วเบาแต่กังวานจับใจ เหมือนมีคนกำลังเล่นอยู่จริงๆ!

ผมตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว! ไม่มีใครอยู่ในเรือนนี้ นอกจากผม! เสียงดนตรีนั้นดังมาจากห้องดนตรีชั้นบนที่ผมเพิ่งเดินผ่านลงมาไม่กี่นาทีที่แล้ว ผมพยายามจะข่มใจ แต่หัวใจมันเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า เดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงเหยียบไปช้าๆ

ยิ่งเข้าใกล้ห้องดนตรี เสียงเพลงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมาจากห้องนั้น มันเย็นยะเยือกจนหนาวสะท้านไปถึงกระดูก ทั้งๆ ที่อากาศภายนอกอบอ้าวแทบจะละลาย ผมหยุดอยู่หน้าประตูไม้ที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างบานใหญ่ เผยให้เห็นเงามืดทะมึนของเครื่องดนตรีต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ภายใน

เสียงระนาดเอกยังคงบรรเลงไม่หยุด! ผมค่อยๆ ผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นช้าๆ (เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยดดดด!) ภาพที่ผมเห็นตรงหน้าทำให้เลือดในกายผมแทบหยุดไหล!

ระนาดเอกตัวโปรดของผม มันกำลังถูกบรรเลงอยู่! ไม้ระนาดทั้งสองข้างกำลังกระทบลงบนผืนระนาดอย่างเป็นจังหวะ แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย! ไม่มีมือ! ไม่มีคน! ไม้ระนาดมันกำลังขยับเอง! (หายใจหอบ) เสียงเพลงที่บรรเลงอยู่นั้นฟังดูไพเราะ แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ความเจ็บปวด และความโกรธแค้นที่อัดอั้น

ผมยืนตะลึง มองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของผมเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาของผมเบิกกว้างไม่สามารถละไปจากไม้ระนาดที่ขยับไปมาได้อย่างน่าขนลุก ทันใดนั้น! เสียงระนาดก็เปลี่ยนไป จากทำนองเศร้าโศก กลายเป็นเสียงที่รัวเร็ว! ดุดัน! และผิดเพี้ยน! เหมือนเสียงกรีดร้องที่บ้าคลั่ง!

เสียงระนาดเอกที่เคยไพเราะจับใจ ตอนนี้กลายเป็นเสียงที่โหยหวนและน่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา (เสียงสั่น) ผมมองเห็นเงารางๆ คล้ายคนแก่ตัวสูงใหญ่ ยืนอยู่ด้านหลังระนาดเอกนั้น เงาของมันทอดทับไปบนผืนระนาด ผะ..ผะ..ผมเห็นมัน! มันกำลังจ้องมองมาที่ผม! ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับถ่านไฟ!

ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียง! "ไม่จริง! ไม่จริง!" (เสียงสั่นอย่างรุนแรง) ผมหันหลังกลับ วิ่งลงบันไดไปอย่างไม่คิดชีวิต! ไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว! ผมวิ่งออกจากเรือนไทยหลังนั้น ทะลุสวน รอดพ้นรั้วไม้ไผ่ และวิ่งไปตามถนนลูกรังที่มุ่งสู่ปากซอยอย่างไม่คิดชีวิต ผมวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่หันกลับไปมองแม้แต่น้อย

ผมไม่เคยกลับไปที่เรือนไทยหลังนั้นอีกเลยครับ ผมได้แต่ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ทั้งความฝัน ความหลงใหล และความหวาดกลัวสุดขีดที่ฝังลึกอยู่ในใจ

หลายปีต่อมา ผมได้ยินข่าวลือจากชาวบ้านแถวนั้นว่า ในคืนวันเพ็ญ มักจะมีเสียงปี่พาทย์บรรเลงแว่วออกมาจากเรือนไทยหลังนั้นเสมอ บางคนบอกว่าเห็นเงาตะคุ่มๆ ยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องดนตรี บ้างก็ว่าได้ยินเสียงระนาดเอกบรรเลงครวญครางอย่างโหยหวน บางทีก็เป็นทำนองที่ดุดันเกรี้ยวกราด ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเจอในคืนนั้นคือวิญญาณของปรมาจารย์ผู้ล่วงลับที่หวงแหนเครื่องดนตรีของท่าน หรือเป็นวิญญาณของครูบาอาจารย์ที่สถิตอยู่ในระนาดเอกตัวนั้นจริงๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ดี คือผมได้ลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องดนตรีไทยโบราณ และสิ่งที่ผมได้รับกลับมา มันไม่ใช่แค่ความกลัว แต่เป็นการตอกย้ำว่าบางสิ่งบางอย่าง...มันมี 'ครู' และมันมีชีวิตของมันเอง...และมันยังคงรอคอยอยู่ที่นั่น...

ผมไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย แต่เสียงระนาดเอกที่โหยหวนในคืนนั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของผมทุกครั้งที่หลับตาลง ดนตรีไทยที่เคยเป็นลมหายใจของผมกลับกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน ผมพยายามหันหลังให้กับมันอย่างสิ้นเชิง ใช้ชีวิตที่เหลือด้วยความพยายามที่จะลืมเลือนเสียงบรรเลงนั้น แต่ก็ไร้ผล

บางครั้ง ในคืนที่ฝนพรำ ผมจะตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกว่ามีเสียงดนตรีไทยแว่วมาตามลม แม้จะอยู่ห่างไกลจากเรือนไทยหลังนั้นนับร้อยกิโลเมตร ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงภาพหลอนจากความทรงจำ หรือเป็นบางสิ่งบางอย่างที่สามารถเดินทางข้ามมิติแห่งกาลเวลาและระยะทางมาถึงผมได้

เรือนไทยหลังนั้นถูกปล่อยทิ้งร้าง อาจารย์ของผมท่านก็เงียบหายไป ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปใกล้ หรือพยายามจะครอบครองมันอีกเลย ชาวบ้านเล่าขานกันปากต่อปากถึงเสียงดนตรีประหลาดที่ดังออกมาจากเรือนในคืนวันเพ็ญ และบางครั้งก็มีคนเห็นเงาตะคุ่มๆ วูบไหวอยู่ภายในห้องดนตรีชั้นบน ราวกับ