
ผีกระสือ
ฟังเสียง
ความยาว 10:34 นาที
เนื้อเรื่อง
<content> “พวกแกเคยได้ยินเรื่องผีกระสือกันมาบ้างใช่ไหมล่ะ? ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเล่าจากคนแก่ๆ ที่มีแต่หัวกับไส้ลอยได้ แต่วันนี้... คืนนี้ฉันจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของฉันคนหนึ่งให้ฟัง เรื่องนี้มันแตกต่างออกไปจากที่เคยได้ยินมาทั้งหมด มันไม่ใช่แค่นิทานหลอกเด็ก แต่มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในที่ที่มันเคยสิงสถิตอยู่ และบางที... มันอาจจะยังคงอยู่ตรงนั้นก็เป็นได้”
(เสียงถอนหายใจยาว) “อนันต์... เพื่อนฉันคนนี้ เขาเป็นหนุ่มเมืองกรุงที่ชอบเรื่องเก่าๆ เรื่องลึกลับ เขาเรียนนิเทศฯ แล้วก็ชอบถ่ายภาพ ชอบอัดเสียงธรรมชาติอะไรพวกนี้แหละ วันนั้นเขาตัดสินใจขับรถจากกรุงเทพฯ ไปยังบ้านป้าละมุน ที่บ้านหนองปรือ จังหวัดเพชรบุรี ป้าของเขาเป็นคนเก่าคนแก่ อยู่ในหมู่บ้านริมป่าแก่งกระจานมาทั้งชีวิต อนันต์เขาบอกว่าอยากไปพักผ่อน เก็บข้อมูลถ่ายรูปวิถีชีวิตชาวบ้านเผื่อเอาไปทำสารคดีอะไรสักอย่าง”
“ถนนที่มุ่งหน้าเข้าสู่บ้านหนองปรือ มันแคบลงเรื่อยๆ จากถนนลาดยางกลายเป็นถนนลูกรังฝุ่นคลุ้ง สองข้างทางเต็มไปด้วยสวนมะม่วง สวนปาล์ม ป่าไผ่ และป่าโปร่งที่ดูเงียบสงบ จนเมื่อไปถึงบ้านของป้าละมุน มันเป็นบ้านไม้เก่าๆ ยกสูง มีใต้ถุนโล่ง ข้างบ้านมีต้นมะม่วงใหญ่หลายต้นกับพุ่มไม้รกครึ้ม ดูร่มรื่น แต่ก็ให้ความรู้สึกอึมครึมแปลกๆ ในเวลาเดียวกัน อนันต์เขาบรรยายว่ากลิ่นของที่นั่นมันพิเศษมาก กลิ่นดินชื้นๆ หลังฝนตก กลิ่นดอกไม้ป่าที่ไม่รู้จักชื่อบางชนิด กับกลิ่นสาบของใบไม้แห้งที่ทับถมกันมานานหลายปี”
“ป้าละมุนดีใจที่หลานมาเยี่ยม ท่านเป็นหญิงชราตัวเล็กๆ ผิวหนังเหี่ยวย่น แต่แววตายังเฉียบคม อนันต์เขาบอกว่าป้าละมุนดูอบอุ่น แต่ก็มีความระมัดระวังอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในท่าทีตลอดเวลา ห้องที่อนันต์ได้นอนเป็นห้องเล็กๆ อยู่ติดกับบันไดทางขึ้นบ้าน มีหน้าต่างไม้บานเล็กๆ มองออกไปเห็นป่าหลังบ้านได้ชัดเจน ไฟนีออนเก่าๆ บนเพดานมันกะพริบถี่ๆ แล้วก็ส่งเสียงครางหึ่งๆ ตลอดเวลาที่เปิดใช้งาน เขาพยายามจะชินกับมัน แต่เสียงนั่นมันกรีดประสาทหูไม่น้อยเลย”
“คืนแรกๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติมากนัก มีแค่เสียงจิ้งหรีดที่ดังระงม เสียงกบเขียดร้องระงมมาจากคลองเล็กๆ หลังบ้าน แล้วก็เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดของบ้านเก่าตามลม เหมือนบ้านกำลังปรับตัว แต่อนันต์เขาเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไปเล็กน้อย พวกแมวตามบ้านคนอื่นในหมู่บ้าน หรือแม้แต่แมวของป้าละมุนเอง พวกมันมักจะชอบนั่งจ้องมองไปที่หลังคาบ้าน หรือไม่ก็มองไปยังพุ่มไม้รกครึ้มหลังบ้าน
เสียงครืดคราดน่าขนลุกดังลอดผ่านความมืด ตามมาด้วยเสียงซวบซาบราวกับสิ่งของที่เปียกชุ่มถูกลากไปตามพื้นดิน ธนินแข็งค้างอยู่กับที่ เลือดในกายเย็นเฉียบ เขาไม่เคยคิดว่าตำนานเล่าขานที่เคยได้ยินมาตลอดชีวิต จะปรากฏเป็นความจริงตรงหน้าเช่นนี้ ผีกระสือ — หัวที่ลอยคว้าง พร้อมเครื่องในที่ห้อยรยางค์ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ดวงตาแดงก่ำจับจ้องมาที่พุ่มไม้ที่เขาซ่อนตัวอยู่ ไม่ผิดแน่ มันกำลังมองเห็นเขา!
ความอยากรู้อยากเห็นทั้งหมดที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวอันดิบเถื่อนที่พุ่งพล่านไปทั่วร่าง ธนินเริ่มถอยหลังช้าๆ อย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่กิ่งไม้แห้งใต้เท้ากลับส่งเสียง "กรอบแกรบ" เบาๆ ขึ้นมา เสียงนั้นแม้จะแผ่วเบา แต่ในความเงียบยามวิกาล มันกลับดังดุจเสียงฟ้าผ่า
ผีกระสือตอบสนองทันที!
ดวงตาแดงก่ำเบิกกว้างขึ้นราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่น หัวของมันพุ่งพรวดเข้ามาในทิศทางของธนินด้วยความเร็วเหลือเชื่อ เครื่องในที่ห้อยต่องแต่งแกว่งไกวส่งเสียงซวบซาบดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นคาวเลือดและซากศพลอยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง ธนินกรีดร้องในลำคอ พลางออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ขาทั้งสองข้างออกแรงสุดกำลัง หัวใจเต้นรัวประดุจกลองศึกในอก
เขาวิ่งไปตามทางเดินป่าที่มืดมิด ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางดูราวกับปีศาจที่เอื้อมมือมาคว้าจับ เสียงหอบหายใจของเขาดังกลบเสียงอื่นๆ เกือบหมด แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงที่น่าสะพรึงกลัวนั้น เสียงซวบซาบที่ไล่ตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด และที่เลวร้ายที่สุดคือเสียงเหมือนลมหายใจเย็นยะเยือกที่เป่ารดต้นคอ เขารู้สึกได้ถึงความร้อนจากแสงเรืองรองที่มาจากดวงตาของมัน ซึ่งสะท้อนจากความมืดมิดเบื้องหลัง
"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!" เขากรีดร้องสุดเสียง แต่เสียงของเขาดูเล็กจ้อยนักในป่าลึกยามค่ำคืน
ทางเบื้องหน้า ธนินเห็นเพิงไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่ถูกทิ้งร้างมานาน ประตูไม้เก่าๆ แง้มอยู่ เขาตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปในเพิงนั้นทันที แล้วออกแรงดันประตูกลับมาอย่างสุดกำลัง ใช้ไม้กระดานผุๆ ชิ้นหนึ่งมาค้ำไว้ กายของเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว เหงื่อกาฬไหลท่วม พลางพยายามหอบเอาอากาศเข้าปอดอย่างยากลำบาก
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา สิ่งที่ธนินกลัวที่สุดก็มาถึง!
หัวของผีกระสือลอยมาหยุดอยู่หน้าเพิงไม้ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองผ่านรอยแยกของไม้กระดาน มันส่งเสียงคำรามในลำคอที่แหบพร่า ฟังดูเหมือนเสียงคนกำลังสำลักน้ำผสมกับเสียงสัตว์หิวกระหาย ลิ้นยาวสีดำม่วงของมันพยายามเล็ดลอดเข้ามาตามรอยแตกของไม้ ส่งเสียง "แปละๆ" น่าขยะแขยง ธนินถอยกรูไปจนชิดมุมห้อง มองหาสิ่งที่จะพอใช้ป้องกันตัวได้ สายตาเขาเหลือบไปเห็นมีดพร้าเก่าๆ เล่มหนึ่งวางทิ้งอยู่ เขาคว้ามันมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทิ้ม
ผีกระสือดูเหมือนจะหมดความอดทน หัวของมันพุ่งชนประตูอย่างแรงจนไม้กระดานค้ำประตูหักสะบั้น! ประตูไม้เก่าๆ พังเปิดออกพร้อมกับผีกระสือที่พุ่งเข้ามาในเพิงทันที กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจนธนินแทบสำลัก
ในวินาทีแห่งความเป็นความตาย สัญชาตญาณเอาตัวรอดเข้าครอบงำ ธนินไม่ได้คิดอะไรอีกต่อไป เขาสะบัดมีดพร้าในมือออกไปสุดแรงเกิด ตั้งใจจะฟันใส่เครื่องในที่ห้อยระโยงระยางของมัน! คมมีดกระทบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างอย่างจัง เสียงกรีดร้องโหยหวนที่เหนือธรรมชาติและบาดแก้วหูระเบิดออกมาจากผีกระสือ มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเคียดแค้น!
ผีกระสือชะงักไป ดวงตาแดงก่ำเบิกกว้างด้วยความตกใจ มันมองมาที่ธนินด้วยความพิโรธ แต่แล้วแสงเรืองรองจากหัวของมันก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานกลับเข้าสู่ความมืดมิดของป่าลึก
ธนินทรุดตัวลงกับพื้น หอบหายใจอย่างหนัก ตัวเขาสั่นเทาไปทั้งร่าง ราวกับว่าเพิ่งผ่านพ้นพายุใหญ่มา เขาไม่รู้ว่าตัวเองฟันโดนอะไรไปบ้าง แต่รู้เพียงว่าเขาได้รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
เขาใช้เวลาอีกนานกว่าจะรวบรวมสติและแรงกายให้ลุกขึ้นยืน เขากลับมาถึงบ้านในสภาพที่อิดโรยและหวาดกลัว ดวงตาเบิกโพลงราวกับคนบ้า ล้มตัวลงนอนหมดสติไปทันทีหลังปิดประตูลงกลอนแน่นหนา
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านได้พบธนินในสภาพที่ดูไม่ได้ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและใบหน้าซีดเผือดเหมือนศพ เขากล่าววาจาที่จับใจความไม่ได้ พร่ำถึงหัวที่ลอยได้ เครื่องในที่น่าขยะแขยง และความน่ากลัวที่เขาได้เผชิญมา แม้ชาวบ้านบางคนจะหัวเราะเยาะ แต่บางส่วน โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน กลับมองด้วยสายตาที่เข้าใจและตระหนักถึงภัยเงียบที่วนเวียนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
ไม่กี่วันต่อมา มีการพบรอยเลือดประหลาดและชิ้นส่วนเนื้อที่คล้ายเครื่องในของสัตว์ซึ่งไม่ใช่ของมนุษย์กระจายอยู่ตามทางเดินป่าที่ธนินได้เผชิญหน้ากับผีกระสือ ชาวบ้านจึงเชื่อคำบอกเล่าของเขา
ในคืนนั้นเอง ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้รวมตัวกัน พวกเขามีสีหน้าที่จริงจังและตัดสินใจลงมือทำตามตำนานที่สืบทอดกันมา พวกเขาสืบหาจนพบเรือนเล็กๆ กลางหมู่บ้านที่ มะลิ หญิงสาวแสนงามผู้เป็นที่รักของชาวบ้านอาศัยอยู่ พวกเขารู้ดีว่ามะลิเป็นเพียงร่างที่ถูกผีกระสือสิงสู่ และตอนนี้หัวของเธอกำลังออกไปหากิน
ขณะที่หัวของผีกระสือยังลอยล่องออกไปหากินตามยามค่ำคืน ร่างกายที่ไร้วิญญาณของมะลิก็ถูกพบในสภาพหลับใหลอย่างสงบ ชาวบ้านพร้อมใจกันทำตามคำแนะนำของผู้เฒ่า พวกเขานำร่างของมะลิไปทำลายทิ้งด้วยวิธีโบราณตามที่เล่าขานกันมา เพื่อมิให้หัวของผีกระสือได้กลับมารวมกับร่างอีกต่อไป
เมื่อรุ่งเช้ามาเยือน ความสยองขวัญในหมู่บ้านก็พลันสิ้นสุดลง แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมา ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นสุข
ส่วนธนิน แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ภาพของผีกระสือ ดวงตาแดงก่ำ และกลิ่นคาวเลือด ได้ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขาตลอดไป เขาตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากหมู่บ้านไปอย่างเงียบๆ ไม่เคยหวนกลับมาอีกเลย แต่เรื่องราวของชายหนุ่มจากเมืองกรุงที่ได้เผชิญหน้ากับผีกระสือ ก็ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อกันมาในหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อเตือนใจว่าบางสิ่งบางอย่างในความมืดนั้น... เป็นเรื่องจริงเสมอ และไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเป็นอันขาด.