
ของสะสมของพ่อ
ฟังเสียง
ความยาว 12:36 นาที
เนื้อเรื่อง
ผมยังจำได้ดีครับ... วันที่ผมก้าวเข้ามาในบ้านหลังเก่าที่นครนายกอีกครั้ง กลิ่นอับชื้นจากพื้นไม้สักที่ผ่านกาลเวลามานานหลายสิบปี คละเคล้ากับกลิ่นดินและใบไม้ที่ถูกฝนชะล้างโชยมาตามลมเย็นๆ ที่พัดผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ดที่เปิดอ้าทิ้งไว้ ทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปพร้อมกับการจากไปของพ่อ เมื่อสามเดือนก่อน พ่อเสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย ไม่มีคำร่ำลา ไม่มีพินัยกรรม ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้ผมจัดการ ลูกชายคนเดียวของท่าน
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ แถวๆ ท่าช้าง อำเภอเมืองนครนายก ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ประมาณสองกิโลเมตร รอบๆ เป็นสวนผลไม้ของชาวบ้าน มีบ้านเรือนอยู่ห่างๆ กัน ไม่ได้เปลี่ยวเสียทีเดียว แต่ก็เงียบสงบจนบางครั้งได้ยินแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรยามค่ำคืนกับเสียงรถบรรทุกวิ่งผ่านถนนใหญ่เป็นครั้งคราว
พ่อเป็นคนรักการสะสมครับ สะสมทุกอย่างที่เขาคิดว่ามีเรื่องราว บางทีก็เป็นของเก่าโบราณ บางทีก็เป็นของแปลกประหลาดที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมกับแม่ (ที่เสียไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว) ห้ามแตะต้องเด็ดขาดคือ 'ห้องสะสม' ของพ่อ ห้องขนาดใหญ่ที่ต่อเติมแยกออกมาจากตัวบ้านเก่า ประตูไม้สักบานหนาถูกล็อกแน่นหนาตลอดเวลา พ่อจะเข้าไปทำอะไรในนั้นก็ไม่มีใครรู้ รู้แค่ว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในนั้น และบางครั้ง…ก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ลอดออกมาจากห้องนั้น
หลังจากงานศพของพ่อเรียบร้อย ผมก็ตัดสินใจกลับมาที่บ้านหลังนี้เพื่อจัดข้าวของและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับมันดี การกลับมาที่บ้านในความทรงจำวัยเด็กที่ตอนนี้ไร้เงาของพ่อ มันช่างโดดเดี่ยวจนน่าขนลุก ห้องเก็บของส่วนใหญ่เป็นเอกสารเก่าๆ และเฟอร์นิเจอร์ แต่ห้องสะสมของพ่อ… ผมยังไม่ได้เข้าไป ผมยังลังเล
จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง หลังจากจัดการข้าวของในส่วนอื่นๆ เสร็จแล้ว ผมตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเผชิญหน้ากับความลึกลับของพ่อ ผมหาพวงกุญแจเก่าๆ ที่แม่เคยบอกว่าพ่อใช้ไขห้องนั้นเจอ มันอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของพ่อ ซึ่งมีฝุ่นหนาเตอะจนแทบมองไม่เห็น
ผมไขกุญแจเข้าไปในห้องสะสมอย่างช้าๆ เสียงกลไกเก่าๆ ของลูกบิดดัง 'แกร๊ก' กลิ่นแรกที่ผมได้กลิ่นไม่ใช่กลิ่นอับชื้นธรรมดา แต่มันเป็นกลิ่นที่ผสมผสานกันระหว่างกลิ่นไม้เก่า ยาดับกลิ่นโบราณ และ...อะไรบางอย่างที่เหมือนกลิ่นคาวอ่อนๆ แต่ไม่เหมือนเลือด มันเหมือนกลิ่นของสัตว์ตายที่แห้งไปแล้ว ห้องนั้นมืดทึม ผ้าม่านทึบปิดบังแสงแดดยามเย็นที่สาดส่องเข้ามา ผมเปิดสวิตช์ไฟ หลอดฟลูออเรสเซนต์เก่าๆ กระพริบสองสามครั้งก่อนจะสว่างจ้าด้วยแสงสีขาวอมเหลืองที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ
ภาพตรงหน้าทำให้ผมอึ้งไปครู่หนึ่งครับ มันไม่ใช่ห้องรกๆ อย่างที่ผมจินตนาการไว้ ห้องนี้จัดเป็นระเบียบอย่างน่าประหลาดใจ มีตู้โชว์กระจกบานใหญ่เรียงรายอยู่รอบห้อง ข้างในเต็มไปด้วยสิ่งของแปลกๆ นับไม่ถ้วน ตั้งแต่ซากสัตว์สตัฟฟ์รูปร่างประหลาดไปจนถึงวัตถุโบราณที่ดูไม่คุ้นตา
ผมเดินสำรวจช้าๆ หัวใจเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในห้องนี้ สายตาผมสะดุดเข้ากับกระรอกสตัฟฟ์ตัวหนึ่งที่ถูกจัดท่าให้กำลังจะกระโดดจากกิ่งไม้ ตาแก้วสีดำของมันเบิกกว้างจ้องมาที่ผมราวกับมีชีวิต สภาพมันดูสมบูรณ์มาก แต่ที่แปลกคือมันกำลังคาบเหรียญเก่าๆ สีทองอยู่ในปาก มันไม่ใช่เหรียญไทยที่คุ้นเคย มันเป็นเหรียญที่ดูโบราณ มีอักษรแปลกๆ จารึกอยู่ ผมรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วผมก็เดินเลยไป
ในตู้ถัดมา ผมเห็นรูปถ่ายเก่าๆ ที่ซีดจางหลายสิบใบ รูปครอบครัวคนไทยโบราณหลายสมัย ตั้งแต่ชุดไทยย้อนยุคไปจนถึงชุดสากลสมัยต้นรัตนโกสินทร์ รูปถ่ายบางรูปมีคราบน้ำตาลติดอยู่ ดูเหมือนถูกเก็บรักษาไม่ดีนัก แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกคือ มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดผ้าไหมไทยสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าของเธอถูกซ่อนไว้ในเงามืดเกือบตลอดเวลา แต่ดวงตาของเธอ...เธอมองตรงมายังกล้องในทุกๆ รูปที่ผมเห็น ผมพยายามเพ่งมองรายละเอียดใบหน้าของเธอให้ชัดขึ้น แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ใบหน้าเธอก็ยังคงพร่าเลือนอยู่เสมอ ราวกับมีอะไรบางอย่างจงใจบิดเบือนภาพนั้น
ผมยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยแอบมองผ่านช่องประตูห้องนี้ ตอนที่พ่อเผลอเปิดทิ้งไว้แล้วเห็นแม่กำลังดูรูปถ่ายเก่าๆ ในห้องนี้ แม่ดูมีความสุขดี แต่ผมก็ไม่เคยกล้าถามว่าทำไมแม่ถึงดูมีความสุขเวลาอยู่ในห้องที่ผมรู้สึกว่ามันน่ากลัวมาตลอด
ผมเดินไปอีกฝั่งหนึ่งของห้อง เจอกับชั้นวางของที่เต็มไปด้วยบันทึกเก่าๆ เล่มหนาหลายสิบเล่ม สันปกจารึกเป็นลายมือของพ่อ ผมหยิบเล่มที่ดูเก่าที่สุดขึ้นมาเปิดดู มันคือไดอารี่ของพ่อครับ เขียนมาตั้งแต่สมัยพ่อยังหนุ่มๆ เนื้อหาช่วงแรกเป็นเรื่องชีวิตประจำวันทั่วไป แต่พอเข้าสู่ช่วงที่พ่อเริ่มสะสมของแปลกๆ บันทึกก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาเขียนถึงการเดินทางไปหาของแปลกๆ และความเชื่อบางอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน พ่อดูเหมือนจะหลงใหลในการ 'รวบรวม' อะไรบางอย่าง เขาเชื่อว่าทุกสิ่งมี 'วิญญาณ' และเขากำลัง 'ตามหา' วิญญาณเหล่านั้น
ผมนั่งลงบนพื้นไม้เย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวอ่อนๆ ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผมพยายามหาต้นตอของมัน มันมาจากทางไหนกันแน่ ผมหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อจะอัดเสียงตัวเองพูดกับเพื่อนที่กำลังรอสายเกี่ยวกับเรื่องการจัดการบ้าน แต่ขณะที่ผมกดบันทึกเสียงและกำลังจะพูด อวัยวะทุกส่วนของผมพลันแข็งค้าง!
(เสียงสั่น) ผะ..ผะ..ผมได้ยินเสียงกระซิบ เสียงนั้นแผ่วเบาเหมือนลม แต่ชัดเจนพอที่จะทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว มันเหมือนมีใครบางคนกำลังกระซิบข้างหู แต่มันมาจากทุกทิศทางในห้องนี้ เสียงนั้นไม่ใช่ภาษาที่ผมคุ้นเคย แต่มันเต็มไปด้วยความหมายที่ผมไม่อยากจะเข้าใจ มันหยุดไปหลังจากไม่กี่วินาที ผมพยายามฟังอีกครั้งแต่ก็ไม่มีอะไร
ผมรีบเปิดไฟล์เสียงที่อัดไว้เมื่อกี้ เล่นซ้ำ...และก็ได้ยินเสียงของตัวเองที่กำลังจะพูด แต่ก่อนที่ผมจะทันพูดประโยคแรก (เสียงสั่นหนักขึ้น) ผมก็ได้ยินเสียงกระซิบนั้นอีกครั้งครับ! คราวนี้มันชัดขึ้น เหมือนมีหลายเสียงปนกันไปหมด…มันไม่ใช่ภาษา ผมฟังไม่ออก แต่ผมรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างจากเสียงนั้น…ความหิวโหย…ความต้องการ…
ผมรีบปิดมือถือ หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกมาจากอก เหงื่อแตกพลั่ก ทั้งๆ ที่อากาศในห้องไม่ได้ร้อนเลย ผมพยายามปลอบตัวเองว่าคงเป็นแค่เสียงหลอน หรือไม่ก็ผมคิดไปเอง แต่ความรู้สึกหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายมันไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง
สายตาผมกวาดไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป กระรอกสตัฟฟ์ที่ผมเห็นตอนแรก...หัวของมันไม่ได้หันไปทางเดิม! มันหันมาทางผมเต็มตัว ดวงตาแก้วของมันจ้องเขม็งมาที่ผมราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง ผมรู้สึกเหมือนมีลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอ ทั้งๆ ที่ผมอยู่คนเดียวในห้อง ผมไม่กล้าหันไปมองข้างหลัง
ผมรวบรวมความกล้า เอื้อมมือไปหยิบไดอารี่ของพ่อขึ้นมาอ่านต่อ ผมเลื่อนเปิดไปหน้าที่เป็นลายมือบรรทัดสุดท้ายที่เขียนไว้ ตัวอักษรหวัดและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "วันนี้... วันที่เขาจะกลับมา... ครบวงจร... ได้เวลาเติมเต็ม 'คอลเลกชัน' สุดท้ายแล้ว... เขาจะรู้ตัวหรือไม่..."
ความหมายของมันตีวนอยู่ในหัวผม คำว่า 'เขา' ที่พ่อเขียนถึง… มันหมายถึงใครกันแน่? หรือ...มันหมายถึงผม?
ขณะที่ความคิดผมกำลังสับสนอยู่นั้น เสียงดัง 'ตึง!' ก็ดังขึ้นจากตู้โชว์กระจกที่อยู่ตรงกลางห้อง ตู้โชว์ที่ผมยังไม่ได้เดินเข้าไปสำรวจ! ผมสะดุ้งสุดตัว หายใจหอบถี่ เสียงฟลูออเรสเซนต์เก่าๆ ในห้องเริ่มกะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ แสงสีเหลืองกระโดดโลดเต้นไปตามข้าวของในห้อง ทำให้เงาของสิ่งของประหลาดเหล่านั้นบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด
ผมมองไปยังตู้โชว์กระจกบานใหญ่นั้น มันไม่ใช่ตู้ธรรมดา มันดูเหมือนหีบศพแนวตั้งที่ทำจากไม้โบราณสีดำสนิท มีบานกระจกอยู่ด้านหน้า ผมก้าวขาเข้าไปหาอย่างช้าๆ หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในฝันร้ายที่กำลังจะกลายเป็นจริง
เมื่อผมเข้าไปใกล้พอที่จะมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในกระจก ผมก็พบกับความว่างเปล่าครับ ไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย นอกจากพื้นไม้ที่ปูด้วยกำมะหยี่สีดำและ...กระจกบานใหญ่อีกบานหนึ่งที่อยู่ด้านหลังของตู้โชว์ ผมกำลังมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง
ผมเห็นเงาของตัวเองที่ยืนอยู่ตรงหน้าตู้โชว์ในห้องสะสมที่มืดมิดของพ่อ… แต่แล้ว ภาพสะท้อนนั้นก็เริ่มบิดเบี้ยวไปครับ ใบหน้าของผมในกระจกเริ่มเปลี่ยนไป ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ มันไม่ใช่ดวงตาของผมในตอนนี้ แต่มันเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด ดวงตาที่ผมเคยเห็นในรูปถ่ายเก่าๆ หลายสิบรูปของผู้หญิงชุดไทยสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าที่พร่าเลือนของเธอ...ค่อยๆ ชัดขึ้น...กลายเป็นใบหน้าของผมในวัยเด็ก!
ผมจำได้แล้วครับ… ผมเคยเห็นรูปนี้มาก่อน! รูปที่พ่อเก็บไว้ในอัลบั้มลับ… รูปที่ผมในวัยเด็กยืนอยู่ข้างๆ พ่อ แต่มีเงาของใครบางคนจ้องมองมาจากมุมมืด เงาที่ผมคิดมาตลอดว่าเป็นแค่แสงตกกระทบผิดมุม!
เสียงกระซิบนั้นกลับมาอีกครั้งครับ คราวนี้มันชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เสียงกระซิบที่แผ่วเบาอีกต่อไป แต่มันเป็นเสียงที่เหมือนมาจากภายในตัวผมเอง! (ผะ...ผะ...ผม...) มันดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหัวเราะเยาะคละคลุ้งไปกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญ…ของผมเอง!
ผมมองไปที่ตัวเองในกระจกอีกครั้ง ใบหน้าของผมในนั้นมีรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้น มันไม่ใช่รอยยิ้มของผม แต่เป็นรอยยิ้มที่ผมคุ้นเคย… รอยยิ้มของพ่อ…
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับลูกรัก..." เสียงกระซิบสุดท้ายดังขึ้นจากกระจก ราวกับมันกำลังพูดกับตัวผมจริงๆ (เสียงขาดหายไปอย่างกะทันหัน) แต่ไม่ใช่แค่เสียงกระซิบ... มันคือเสียงของพ่อ...ที่พูดออกมาจากปากของผมเอง!
ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมพยายามจะกรีดร้อง แต่เสียงของผมก็ไม่สามารถออกมาได้ ผมพยายามจะวิ่งหนี แต่ร่างกายของผมก็ไม่สามารถขยับได้ ผมถูกตรึงอยู่ตรงนั้น มองดูเงาสะท้อนของตัวเองที่ค่อยๆ กลายเป็นภาพในอดีต ภาพของเด็กน้อยที่ยืนอยู่หน้าตู้โชว์กระจก พร้อมกับรอยยิ้มของพ่อที่ประทับอยู่บนใบหน้าของผม
ผมคือ 'ของสะสม' ของพ่อ… และผมก็รู้แล้วว่าทำไมพ่อถึงเก็บผมไว้ในห้องนี้… ผมไม่เคยออกจากห้องนี้ไปไหนเลยต่างหาก… ผมแค่ถูกทำให้ลืม… ถูกทำให้กลับมาซ้ำรอยเดิม… เพื่อเป็นของสะสมที่สมบูรณ์แบบที่สุดของท่าน… ตลอดไป